กระจกมีสองด้าน สังคมก็เช่นกัน : Black Mirror ซีรี่ย์ Sci-fi จี้จุดประเด็นสังคม

สวัสดีปีใหม่เกมเมอร์ทุกคนครับ เป็นอย่างไรกันบ้างครับวันหยุดยาวชาร์ตแบตกันเต็มอิ่มหรือยัง? ผมเชื่อว่าเดือนแรกของปีทุกคนต้องมีอะไรที่อยากทำอยู่ในใจแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำอะไรใหม่ๆ หรือแม้แต่กิจกรรมสโลว์สไลฟ์อย่างนั่งเอกขเนกบนโซฟาดูหนัง ดูละครที่บ้านก็สุขใจไม่แพ้กัน โชคดีแล้วครับเพราะวันนี้ทาง Gaming Room อยากจะมาแนะนำหนังซีรี่ย์ใน Netflix ที่ตอนนี้ค่อนข้างเป็นกระแสฮือฮาในโลกเน็ตอย่างเรื่อง Black Mirror ครับ


Black Mirror คืออะไร?

Black Mirror เป็นซีรีย์หนัง Sci-fi ที่รวมหนังประเภทตอนเดียวจบ(One-shot) ไว้ด้วยกัน คล้ายๆพวกซีรี่ย์หนังอย่าง American Ghost Story ทำนองนั้นครับ โดยหนังแต่ละเรื่องจะออกแนว Sci-fi ที่เล่นกับประเด็นสังคมในเรื่องต่างๆ และเสนอมุมมองของประเด็นนั้นๆออกมาในโลกติต่าง(What-if) ว่าหากเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นจริงๆ โลกเราจะมีสภาพเป็นอย่างไร ผู้คนจะมีวิถิชีวิตเปลี่ยนแปลงไปขนานไหน..
“และหลังเราดูจบแล้ว เราคิดว่าหนังเรื่องนี้ ตอนนี้ ได้สอนอะไรกับเราบ้าง?”


การวางเรื่องในแต่ละตอนของ Black Mirror

ด้วยความที่ Black Mirror เป็น Sci-fi แบบที่ไม่อนาคตจ๋า ผู้คนยังคงใช้สมาร์ตโฟน เล่นเกม ท่องเน็ต แต่งกายเหมือนโลกเราตอนนี้ เพียงแต่อาจมีบางส่วนที่ก้าวล้ำเกินจากเทคโนโลยีปัจจุบันเพียงไม่กี่สิบปี และก็กลายเป็นธีมของ Black Mirror ตอนนั้นๆ เช่น ตอนหนึ่งใน Season แรกจะพูดถึงโลกอนาคตอีกไม่ไกล ที่เราจะมีการฝังชิปติดไว้ที่หู หน้าที่ของมันคือการเก็บความทรงจำทั้งหมดที่คนๆนั้นเห็น และสามารถนำมาเปิดดูใหม่ได้ เหมือนเราอัดวิดิโอคลิปไว้ตลอดเวลา และสิ่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนที่จะมานั่งเปิดดูความทรงจำของตนในอดีตกับเพื่อนฝูงและหัวเราะเฮฮา แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ความเป็นส่วนตัวของเราลดลง เพราะความทรงจำคือทุกอย่าง คุณโกหกไม่ได้ คุณเปลี่ยนแปลงสิ่งที่คุณเห็น, สิ่งที่ได้กระทำลงไปไม่ได้ และนั่นกำลังจะทำลายชีวิตของชายคนหนึ่งที่ตกเป็นผู้รับเคราะห์ของเทคโนโลยีที่สุดจะสะดวกสบายนี้


ประเด็นที่ซ่อนอยู่ในแต่ละตอนของ Black Mirror

สำหรับผมสิ่งนี้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราจะได้จาก Black Mirror ครับ เพราะแต่ละตอนแฝงไว้ด้วยข้อคิด การเสนอมุมมองในประเด็นต่างๆของสังคมที่ติต่างว่าหากเกิดขึ้นจริงๆในโลกของเรา สถานการณ์ก็คงไม่แตกต่างจากที่เราได้เห็นในหนังมากเท่าไร บางครั้งมันก็ทำให้เราได้มามองย้อนดูตัวเราหรือสังคมรอบตัวเรา และไม่ว่าเราจะรู้สึกเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับตัวละครนั้นก็ตาม ความเป็นจริงที่ว่าเราอาจกำลังทำในสิ่งที่ตัวละครนั้นๆทำอยู่ หรือทำไปแล้วก็ไม่ได้พูดเกินเลยไป เพราะหลายต่อหลายตอนเมื่อผมดูจบมันทำให้ผมรู้สึกอินกับตัวละคร เพราะผมก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์นั้นๆ และหากผมมีโอกาสอย่างที่ตัวละครในหนังได้รับ ผมเชื่อว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คงจะไม่แตกต่างกันเท่าไร


สเน่ห์ของ Black Mirror ที่จะทำให้คุณนั่งดูได้ยาวๆ

ผมเป็นคนหนึ่งที่ยอมรับว่าจู้จี้มากโดยเฉพาะเมื่อมีเรื่องของ “จะดูหนังเรื่องอะไรดี?” เข้ามาเกี่ยวข้อง หลายต่อหลายครั้งผมไม่คิดจะดูหนังซีรีย์ หรือแม้แต่หนังจบในเรื่องด้วยเหตุผลง่ายๆว่า หนังอาจไม่ดึงความสนใจพอที่จะให้ผมเสียเวลามานั่งดู แต่ Black Mirror แตกต่างออกไปเพราะมันทำให้ผมรู้สึกอยากดู, รู้สึกสนใจตั้งแต่อ่าน Synopsis ของซีรี่ย์นี้และหลังจากดูตอนแรกจบ ผมก็นั่งดูต่อยาวๆจนจบซีซั่นแรกเลยทีเดียว(ซีซั่นแรกมีเพียง 3 ตอนแต่ 1 ตอนก็เฉลี่ยเกือบๆ 45-60+ นาที) อีกทั้งการที่ Black Mirror เป็นแบบจบในตอน คุณอาจดูหนังแนว Dystopia ในตอนหนึ่งและเปลี่ยนอารมณ์มาดูแนวดราม่าในอีกตอนก่อนข้ามไปดูแนว Thriller บีบคั้นหัวใจในอีกตอนหนึ่ง ทำให้ผมรู้สึกไม่เบื่อเลยจริงๆ


ใช้ตัวละครเปลืองที่สุดเท่าที่เคยดูซีรีย์มา

ผมว่า Game Of Throne ใช้ตัวละครอย่างเปลืองแล้ว Black Mirror ใช้ตัวละครเปลืองกว่าด้วยความที่ว่าแต่ละตอนนั้นใช้นักแสดงใหม่ยกเซ็ท ดูไป 5 ตอนเน้นๆไม่มีหน้าเหมือนเลยเท่าที่ผมดูมา ตั้งแต่ตัวละครหลักยันตัวประกอบฉาก แต่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องไม่ดีครับ กลับเป็นเรื่องดีซะอีก เพราะนั่นทำให้แต่ละตอนดูมีความสดใหม่ ไม่ใช่แค่นักแสดงที่มายืนท่องบทในบทบาทสมมุติ แต่เหมือนเป็นคนจริงๆมีชีวิตจริงๆ และเรากำลังดูสารคดีชีวิตของพวกเขาอยู่


ดูเสร็จมาถกกับเพื่อนต่อ
ผมพูดไปว่า Black Mirror แต่ละตอนนั้นไม่เหมือนกัน และแต่ละตอนก็สอดแทรกข้อคิดอะไรให้เรามานั่งคิดกัน อันนี้คือสิ่งที่ทำหลังจากดู Black Mirror เสร็จครับ “นั่งถกประเด็นของหนังตอนที่พึ่งดูจบไป” จะกับเพื่อนที่ชวนมานั่งดูด้วยกัน หรือคุยกันในกระทู้ออนไลน์ก็ดี ทุกๆตอนที่ผมได้ดู ทุกๆแนวคิดที่ผมได้รับมานั้น คนอื่นๆกลับมีแนวคิด ได้รับอะไรที่แตกต่างจากผม และนั่นคือความสนุกอย่างหนึ่งครับ น่าแปลกที่เรากำลังดูเรื่องๆเดียวกันแต่เรากลับได้บทสรุปที่แตกต่างกัน หลายต่อหลายครั้งมันกลายเป็นการเปิดโลกทัศน์ของผมเลยทีเดียว และมันทำให้ผมรู้สึกได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น


Season ใหม่ๆที่สนุกมากยิ่งขึ้น

กระจกดำ Black Mirror เพิ่งออกซีซั่นที่ 4 เมื่อไม่นานมานี้และถ้าผู้ที่ติดตามซีซั่นนี้มาเรื่อยๆจะรู้ว่าแต่ละซีซั่นที่เพิ่มขึ้น จำนวนตอนก็จะเพิ่มขึ้นตามด้วยจากซีซั่นแรกที่มีเพียง 3 ตอน คราวนี้ซีซั่น 4 มีกว่า 6 ตอนด้วยกัน ดูกันจนจุใจแน่นอนครับ


สำหรับผมแล้วซีรีย์ Black Mirror เป็นซีรี่ย์ที่ใครสมัคร Netflix ไว้ควรดูเป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพราะหนังดี หรือมีผู้กำกับเก่งมาควบคุม แต่มันเป็นซีรี่ย์ที่เราดูแล้วได้อะไรมากกว่าความมันส์ หรือความสนุก แต่มันทำให้เราได้มานั่งขบคิดถึงสิ่งรอบตัวเรา ที่บางทีเรารู้สึกว่ามันธรรมดา แต่กลับมีอะไรมากกว่านั้นถ้าเราลองมองเข้าไปลึกๆจริงๆ

Facebook Comments

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here