‘ติดเกม’ เป็นตัวปัญหาหรือเพียงแค่สังคมแบ่ง ‘เวลา’ ไม่เป็น

-1-

“ปล่อยลูกเล่นเกมมาก ๆ ระวังลูกติดเกมแล้วจะรู้สึก”

ภรรยาผมบ่นไปทำงานบ้านไปในวันหยุดสุดสบายที่ผมและลูก ๆ อยู่กดเกมที่บ้าน ด้วยอารมณ์บ่น ผสมอาการพาลปนหงุดหงิดของเธอทำให้ผมกับลิงน้อยเลิกราจากการควบคุมฮีโร่หน้าจอ เข้าไปเคลียคลอนางให้รำคาญเล่น ๆ แก้เซ็งที่ไม่ได้ทำกิจกรรมสุดโปรด แต่ท่าทางเธอยังไม่หายอารมณ์เสีย เดินบ่นไปมาพร้อมส่ายหน้าในความกวนของพวกผม
แล้วเธอก็ตีสีหน้าจริงจังและถามอีกครั้งว่า

“ถามจริง ๆ ไม่กลัวลูกติดเกมเหรอ?”

-2-

หลังจากที่มีข่าวว่าองค์การอนามัยโลกจะทำการบรรจุภาวะ Gaming Disorder หรือที่เรียกกันติดปากแบบชาวบ้าน ๆ ว่า ‘ภาวะติดเกม’ ให้เข้าสู่บัญชี โรคและอาการผิดปกติต่าง ๆ ในคู่มือวินิจฉัยและจัดประเภทของโรคระหว่างประเทศ (The International Classification of Diseases) ซึ่งจะมีการจัดพิมพ์ในปี 2018 และจากการคาดการ โรคภาวะติดเกม (ยังไม่ได้ชื่ออย่างเป็นทางการ) น่าจะอยู่ในหมวดของอาการป่วยทางจิต

แม้ยังไม่มีการชี้ชัดในข่าวชิ้นนี้ว่าอาการของผู้ป่วยที่มีภาวะติดเกมจะมีลักษณะเช่นไร แต่หากค้นลงไปจะพบผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ใน The International Journal of Mental Health Addiction ที่เขียนโดย Daria Joanna Kuss และ Mark D.Griffiths ได้ระบุว่า ผู้ที่มีภาวะติดเกมจะมีลักษณะคร่าว ๆ ดังนี้

• ความนับถือตนเองต่ำ (low self-esteem)
• วุฒิภาวะทางอารมณ์ต่ำ (low emotional intelligence)
• หลีกเลี่ยงสังคม และสันโดษ (avoidant and schizoid personality disorders)
• มีความประนีประนอม (agreeableness) ลดลง
• หลงตัวเอง (narcissism)
• ประพฤติตัว ‘เลวร้าย’ ในสถานการณ์จริงและ ‘ยิ่งใหญ่’ ในสถานการณ์สมมุติ (ประมาณนักเลงคีย์บอร์ด) เป็นต้น

รายงานชิ้นนี้สร้างความตระหนกได้พอสมควร ยิ่งประสมกับกลุ่มก้อนของผู้ที่มีอคติกับเกมอยู่แล้ว ได้นำข้อมูลนี้ไปใช้โจมตีนักเล่นเกม รวมทั้งผู้ใหญ่และสื่อในสังคมต่างถือโอกาสยกประเด็นนี้มาห้ามผู้คนในครอบครัว รวมถึงประชาชนในประเทศเล่นเกมมากไปกว่าเดิม

-3-

ถ้าดูจากข้อมูลด้านบนแล้ว อาการติดเกมดูเหมือนจะรุนแรงและน่ากลัวไม่น้อย แต่หากอ่านอย่างละเอียดในรายงานทั้งสองชิ้นแล้วจะพบว่า อาการติดเกมนั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนที่ชื่นชอบการเล่นเกม

เจ้าหน้าที่ วลาดิเมียร์ พอซเนียก (Vladimir Poznyak) จากกรมสุขภาพจิตและสารเสพติดของ WHO ได้ออกมากล่าวว่า แม้ปัจจุบันปัญหาจากการติดเกมอาจส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพของผู้คนในระยะยาวได้ แต่ก็ได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า อาการติดเกมนั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ที่ชื่นชอบการเล่นเกมทุกคน ซึ่งประเด็นนี้ต้องแยกกันให้ชัดเจนระหว่าง ‘คนที่เล่นเกมเยอะ’ กับ ‘คนที่มีภาวะติดเกม’ โดยยกตัวอย่างคนที่ชื่นชอบการดื่มแอลกอฮอล์ว่า ไม่ใช่ทุกคนที่มีอาการติดสุรา

ในข่าวจะพบว่ามีการอ้างถึงงานวิจัยของมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด ที่ได้มีสำรวจเหล่าเกมเมอร์จำนวน 19,000 จากหลากหลายประเทศทั่วโลก โดยใช้เช็กลิสต์ในการตรวจสอบสุขภาพจากสมาคมจิตเภท ซึ่งผลพบว่า มีเพียง 2-3 % เท่านั้นที่มีอาการเกิน 5 ข้อจากทั้งหมด 9 ข้อ

เช่น เกิดการวิตกกังวล รวมทั้งมีพฤติกรรมต่อต้านสังคม และมีอาการ “ลงแดง” เป็นต้นก่อนหน้านี้ ผลสำรวจนักเล่นเกม 500 คน โดย ESET (บริษัทความปลอดภัยด้านไอที) พบว่ามีนักเล่นเกมเพียง 10% ที่ใช้เวลาวันละ 10-24 ชั่วโมงนั่งติดหน้าจอ ซึ่งหลังจากตรวจสอบก็ไม่พบผลเสียทางสุขภาพจิตที่ชัดเจน โดยอาจจะสรุปคร่าว ๆ ได้ว่า อาการติดเกมนั้นเป็นเป็นโรคที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน เพราะในรายงานของนักวิจัยยังระบุเพิ่มเติมอีกว่า เมื่อนำผู้ที่มีโอกาสเป็นโรคติดเกม มาตรวจสอบผ่านเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า Magnetic Resonance Imaging จะพบว่า เขาเหล่านั้นมักมีปัญหาทางพันธุกรรมในระบบ โดปามน (Genetic polymorphisms in the dopaminergic system) ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ในผู้ที่ติดสารเสพติดและคนติดการพนันนั่นเอง

-4-

เมื่อผลวิจัยรวมถึงรายงานต่าง ๆ ชี้ว่า ภาวะติดเกม มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย และไม่ได้เกิดขึ้นกับทุก ๆ คนที่เล่นเกม ซึ่งคนที่มีโอกาสเป็นนั้นถึงแม้ไม่เล่นเกมก็มีโอกาสติดอย่างอื่นได้อยู่ดีหากมีการใช้สื่อ เครื่องมือต่าง ๆ มากเกินไป
แล้วทำไมเกมยังถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘ผู้ร้าย’ อยู่ล่ะ?

Mickie ปองภพ รัตนแสงโชติ หนุ่มเกมเมอร์ที่ก้าวไกลไปสู่การแข่งขันระดับโลก

คำตอบ อาจเป็นเพราะสังคมยังต้องการผู้ที่มารับผิดชอบในเรื่องที่พวกเขาไม่เข้าใจก็ได้ ย้อนไปเมื่อสัก 30-40 ปีก่อนหน้า (ผมเกิดไม่ทันนะแค่ค้นข้อมูลไปเจอ อิอิ) สมัยนั้นสื่อบันเทิงต่าง ๆ มักถูกโจมตี เช่น คนที่ชอบอ่านหนังสือก็จะถูกเรียกว่า อ่านนิยายประโลมโลกไร้สาระ ซึ่งต่อมาก็พิสูจน์ได้ว่าการอ่านหนังสือไม่ว่าจะเป็นบทความความรู้ต่าง ๆ นวนิยาย แม้กระทั่ง การ์ตูน มังงะ ก็มีผลทำให้พัฒนาการทางด้านความคิดของผู้อ่านงอกเงย มีสมาธิเพิ่มขึ้น และเนื้อเรื่องที่สอดแทรกนั้นก็ชี้ให้ผู้อ่านเกิดมุมมองใหม่ ๆ และมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตได้

คล้ายกัน เกมในสมัยนี้ทำหน้าที่หลากหลายมากกว่าแต่ก่อน เป็นมากกว่าแค่บันเทิง มีหลากหลายแนว รวมถึงงานภาพและเนื้อเรื่องที่พัฒนาไปไกลว่าที่จะเป็นเพียงเม็ดพิกเซล 8 บิท วิ่งไปมาไร้สาระเหมือนแต่ก่อน บางเกมสอดแทรกเรื่องราว ดราม่า บทเรียนชีวิต การรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการฝึกคิดและตัดสินใจในสภาวะคับขันได้อีกด้วย อีกทั้งวงการเกมในปัจจุบัน มีเงินหมุนเวียนมากมายที่สร้างรายได้ให้ทั้งผู้สร้างที่สรรสร้างเกม และผู้เล่นที่สามารถเข้าแข่งขัน E-Sport หรืออื่น ๆ อีกมากมายได้

-5-

ดังนั้นสิ่งที่สังคม รวมถึงผู้ใหญ่ในบ้านเมืองควรทบทวนใหม่ก็คือ แยกแยะให้ออกว่าคนติดเกม กับคนเล่นเกมนั้นต่างกัน หาทางป้องกันและรักษาตามแต่กรณีที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การเหมารวมว่าคนเล่นเกมแบบสร้างสรรค์เป็นกลุ่มเดียวกับคนลงแดงการเล่นเกมซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้องนัก อยากให้พิจารณาให้ถี่ถ้วนและชัดเจนด้วยว่า เด็ก (หรือผู้ใหญ่) ที่เล่นเกมจนติดนั้นเกิดจากสาเหตุอะไรกันแน่ มีผลแค่ด้านสุขภาพกาย หรือลึกจนเป็นปัญหาในเรื่องของจิตใจ เพราะผมเชื่อว่าการใช้สื่อ เครื่องมือ รวมถึงกิจกรรมทุก ๆ อย่าง ในโลกนี้ หากมีการใช้มากเกินไป ย่อมก่อให้เกิดผลเสีย เล่นเกมมากไปก็เพ้อได้ ออกกำลังกายมากไปจนร่างกายบาดเจ็บ ร่างพัง หรือเสื่อมโทรมก็มีให้เห็นเช่นกัน ท้ายสุดแล้ว เราผู้เป็นพ่อแม่นั้นย่อมไม่อยากให้ลูกของเรามีอาการ ‘ติด’ อะไรมากเกินความจำเป็นอยู่แล้ว หากแต่การที่เด็กถล้ำลึกในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งมากเกินไป (รวมถึงการเล่นเกม) นั้นอาจเกิดจากการไม่มีเวลาดูแลเขาเหล่านั้นก็เป็นได้ ลองมาคิดดูใหม่อีกครั้งว่า

เรามองและตัดสินนักเล่นเกมว่าอย่างไร เป็นเด็กติดเกมแย่ ๆ หรือเป็นเพราะเราไม่เข้าใจเกม ไม่ลงไปเรียนรู้มันและใช้มันในแบบที่เราใช้กับหนังสือ เราคิดว่าเด็กไม่สนใจ พ่อ แม่ ครอบครัวและสิ่งรอบข้างนั้นเพราะเขาเล่นเกม หรือเป็นผู้ปกครองเองไม่มีเวลาทำความเข้าใจและให้เวลาที่พอเพียงแก่ลูกหลานเอง

-6-

หลังจากที่ผมนั่งอธิบายเกี่ยวกับภาวะติดเกมนั้นเป็นอย่างไรให้ภรรยาได้ฟังแล้ว เธอมีท่าทีที่ผ่อนคลายลง เพราะสิ่งครอบครัวของเราเลือกทำคือการกำหนดตารางการใช้เครื่องมือต่าง ๆ ทั้งเกม มือถือ รวมถึงการละเล่นต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน

ลิงน้อยกระโดดกอดคอผู้เป็นแม่ ผมเดินเอาตะกร้าเสื้อผ้าที่ใส่แล้วเทลงเครื่องซักผ้า ไม่ได้เป็นพ่อบ้านใจกล้าหรือเป็นสามีที่ดีอะไรมากมายหรอกครับ เพราะภรรยาผมบอกว่า จัดตารางเวลาเล่นแล้วก็ควรจัดเวลาช่วยงานบ้าน และพาเธอไปช๊อปปิ้งบ้าง สุดท้ายเธอยังย้ำอีกว่าความสุขที่ลงตัวนั้น คือการที่ต้องเอาใจภรรยา เพิ่มเงินเดือน และเอาใจเธอให้มาก ๆ ด้วยนั่นเอง

ว่าแล้วก็ไปขอตัวไปล้างจานก่อนนะคร้าบบ… T T

Facebook Comments