วัฒนธรรมของเด็กที่เปลี่ยนไป กับประโยชน์ที่แอบซ่อนไว้ในการเล่นเกม

“ปล่อยให้ลูกหลานเล่นเกมเยอะเกินไปเดี๋ยวเรียนหนังสือไม่เก่ง โตขึ้นจะทำมาหากินอะไร เกมมันไม่มีประโยชน์หรอก”

พ่อของผมเอ่ยขณะที่นั่งกดเกม Fat Princess Adventure ที่พึ่งโหลดมาใหม่กับลิงน้อย เราพ่อลูกมองหน้ากันแล้วพร้อมใจกันวางอุปกรณ์หรรษาลง จูงมือกันเดินลงบันไดเข้าป่าข้างบ้านพร้อมเจ้าหมี หมาพันธุ์โกลเด้นฯ ตัวโปรดเพื่อหาอะไรทำกัน แม้ผมอยากจับมือพ่อเดินไปที่คอมพ์ฯ แล้วเซิร์ซให้ดูข้อมูลเพื่ออธิบายบางอย่างให้เข้าใจมากขึ้น แต่ผมก็เลือกที่จะพาเด็ก ๆ ออกไปเล่นข้างนอกเพื่อให้ท่านสบายใจแทน

Esport กำลังกลายเป็นหนึ่งอาชีพใหม่ของวัยรุ่น

เป็นที่ทราบกันดีว่าสมัยนี้เกมถือเป็นกีฬา (E-Sport) และถูกบรรจุลงในการแข่งขันกีฬาสำคัญ ๆ ของโลก ล่าสุดเอเชี่ยนเกมส์โดยสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (The Olympic Council of Asia (OCA)) นอกจากนั้นเมื่อดูข้อมูลรายได้ของวงการนี้ก็พบว่าสูงมาก โดยปี 2016 วงการ E-Sport มี รายได้หมุนเวียนถึง ราวๆ 16,000 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 23,000 ล้านบาท ในปี 2017 ซึ่งถามว่าเม็ดเงินขนาดนี้ มันไม่น่าดึงดูดให้เราเข้าไปดูและทำความเข้าใจวงการนี้เชียวหรือ นี่ยังไม่นับอุตสาหกรรมการผลิตเกม จำพวก ฮาร์ดแวร์ เขียนบท สร้างโค้ด เขียนโปรแกรมนะ

“โลกมาไกล อีกอย่างที่เราต้องยอมรับคือ เกมเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมของเด็กในโลกยุคนี้”

คำถามต่อมาคือแล้วการเล่นเกมมีประโยชน์อื่น ๆ นอกจากเล่นเป็นอาชีพหารายได้หรือไม่ หากเราเล่นเกมเพื่อความบันเทิงหรือไม่ได้ตั้งใจทำเป็นอาชีพล่ะ เกมยังจะจำเป็นอยู่ไหม เพราะไม่มีใครสามารถการันตีได้ว่าเด็ก ๆ ในบ้านของเราจะก้าวขึ้นเป็นนักกีฬา E-Sport ที่เก่งได้ เรื่องนี้ผมมองว่า ไม่กิจกรรมใด ๆ ในโลกล้วนมีทางของมัน หากเราเก่งพอก็สามารถสร้างเงิน รายได้ อาชีพ รวมถึงความมั่งคงได้ ไม่ต่างจากการเล่นโกะ หมากรุก เบสบอล ฯลฯ หรอก แค่รอเวลาพิสูจน์ และหากถามเรื่องประโยชน์ของเกมที่มีต่อเด็กทั่วไปแล้วละก็ มาดู 6 ข้อที่ผมพอจะนึกออกและนำมาเล่าให้ฟัง

1.เรียนรู้การแก้ปัญหา สังเกต มองรอบด้านและเสริมสร้างจินตนาการ

เกมอย่าง Knack จำเป็นต้องใช้ความครีเอทในการเอาชนะ

ในขณะที่เด็กน้อยจับจอยเกมควบคุม Knack กระโดดฟาดฟันเหล่าศัตรู สิ่งที่พอจะสังเกตอย่างเห็นได้ชัดนั้น คือการที่เขาเลือกใช้ไอเท็ม และเผยให้เห็นถึงการวางแผนเพื่อเข้าโจมตีให้ชนะโดยสูญเสียน้อยที่สุด พร้อม ๆ กับยังเห็นถึงการเรียนรู้โครงสร้างของเกมว่าทำอะไรได้หรือไม่ได้บ้าง

เกมมาริโอ้ ที่ได้ชื่อเรื่องความครีเอทในการเล่น

ในเกม Final Fantasy ลูกชายผมเลือกใช้ Skill และอาวุธที่เหมาะกับมอนสเตอร์ ซึ่งก็มีวิธีการต่อสู้และอาวุธที่ต่างจากเกม Horizon Zero Dawn เหล่านี้ล้วนชี้ให้เห็นถึงการที่เด็กสามารถเข้าใจกฎเกณฑ์ภายในเกมแต่ละเกม และสามารถวางแผน ใช้ลูกเล่นต่าง ๆ เพื่อบรรลุถึงเป้าหมายได้ แม้ตัวเกมจะไม่ระบุว่านี่คือ การสอนและจงเรียนรู้ แบบโต้ง ๆ แต่รูปแบบทั้งหมดในแต่ละเกมก็ชี้ให้เห็นว่า เกมส่งเสริมการตัดสินใจของเด็ก ๆ รวมถึงการสังเกตและสำรวจสิ่งรอบข้าง สิ่งแวดล้อมภายใน ซึ่งทั้งหมดจะช่วยเพิ่มจินตนาการให้เขาและแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัดในการใช้ชีวิตประจำวันของตัวเขาเอง

2.ในเกมมักจะสร้างแรงจูงใจให้เด็กอยากศึกษาประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรม

Total War ที่ฉากหลังเกมคือยุคสามก๊ก

ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่งเสมอ
“Titan ในเกม Attack of Titan กับ Titan ใน God of War เป็นพวกเดียวกันไหม?”
“ทำไมในพื้นที่ที่เป็นหิมะไม่มีต้นไม้?”
“ทำไมป๊ะป๋ารู้ว่า ลิโป้ เก่งกว่ากวนอู? (จากเกม Dynasty Warrior)”

คุณเคยได้ยินคำถามทำนองนี้หลังจากที่เด็ก ๆ เล่นเกมเสร็จหรือไม่ ผมได้ยินประจำ และถามต่อว่าคุณจะจัดการกับคำถามเหล่านี้อย่างไร เกมต่าง ๆ ในยุคปัจจุบันนั้น มักถูกออกแบบและทำการใส่ข้อมูลและผลวิจัยที่ละเอียด ถูกต้องใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด ในจักรวาลของแต่ละเกมมักจะประกอบไปด้วยเรื่องราว ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และวัฒนธรรมที่มีอยู่จริง การถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้นลงมาสู่เกม เป็นการกระตุ้นความสนใจให้แกเด็ก ๆ หรือแม้กระทั่งตัวเราเองเสมอ ยิ่งเกมอย่าง Civilization, Age of Empires, Birthdays the Beginning หรือ Assassin’s Creed ที่มีเนื้อหาผจญในโลกยุคต่าง ๆ เหล่านี้ ผู้ปกครองสามารถหยิบมาเป็นตัวเชื่อม เพื่อกระตุ้นความอยากรู้ให้น้อง ๆ หนู ๆ ได้เป็นอย่างดี เผลอ ๆ นักประวัติศาสตร์ยุคต่อไปของบ้านเราอาจเป็นลูกหลานของเราก็ได้

Civilization เกมที่เป็นการบริหารฯ มากกว่าเล่นจริงๆ

ยังมีเกมประเภทที่สามารถคราฟท์ (Craft) หรือสร้างสิ่งของต่าง ๆ เช่น Mine Craft, Dragon Quest Builders ที่มักกระตุ้นให้ผู้เล่นสร้างสรรค์ ทั้งแผนที่ รูปแบบของเมือง จากทรัพยากรที่มี ให้เด็ก ๆ ได้ออกแบบ ปรับเปลี่ยน ทุกอย่างตามที่ต้องการ เรามักจะเห็นการสอดแทรกสิ่งที่เขารู้ลงไปด้วย คุณจะเห็นพวกเขาสร้างวัดสวย ๆ อาณาจักรโรมัน โลกล้านปี ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ปกครองจัดการกับคำถามที่เกิดขึ้นในระหว่างการเล่นเกมของลูกน้อยเราของเราอย่างไร

3.เล่นเกม = มีเพื่อน


สิ่งแตกต่างระหว่างการมองเกมของเด็กและผู้ใหญ่คือ ผู้ใหญ่จะมองว่าเด็กเล่นเกมมักแปลกแยก แต่เด็กนั้นจะมองว่าการเล่นเกมคือการเข้าสังคมอย่างหนึ่ง ปัจจุบันการสร้างเกมของผู้สร้างนั้นมักจะสร้างควบคู่กับสังคมหรือ คอมมูนิตี้ ( Community) ที่เอื้อประโยชน์ให้ทั้งผู้สร้างเกม (รายได้, ผลตอบรับ ) และผู้เล่นที่สามารถเข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้ ไอเท็ม ประสบการณ์ต่าง ๆ ได้ภายในเกม ระบบการสื่อสารในเกมพัฒนาถึงขีดสุด สามารถพูดคุย โต้ตอบกันได้ทันที ซึ่งเป็นพื้นที่สร้างให้เด็กได้พบกับสังคม มีกลุ่มเพื่อนที่มีเป้าหมายและความคิดที่เหมือนกันได้

แน่นอนว่ามีคำกล่าวที่ว่า การให้ความสำคัญกับคนตรงหน้าเป็นเรื่องที่ดี แต่ใช่ว่าการปฏิสัมพันกับผู้คนในโลกออนไลน์จะเป็นเรื่องไม่ดี เราสามารถควบคุม ฝึกสอนและแนะนำให้เด็กเรียนรู้ที่จะเลือกคบเพื่อนได้ นอกจากนั้นความหลากหลายของเพื่อนในโลกของเกมนั้นสูงกว่าโลกจริง มีผลวิจัยชี้ให้เห็นว่า เด็ก ๆ มักชอบเล่นเกมกับเพื่อนมากกว่าอยู่เล่นคนเดียว และเมื่อให้เด็กทำแบบสอบถาม เกี่ยวกับเหตุผลในการเล่นเกมของพวกเขา พบว่าเหตุผลที่ตอบมากที่สุดที่ทำให้เขาเล่นเกมคือ การได้พบเพื่อนใหม่

4.สนับสนุนการออกกำลังกาย (เอ๊ะ ยังไง)

Faze Censor เกมเมอร์หุ่นล่ำที่ออกกำลังสม่ำเสมอ

เกมสนับสนุนให้เด็ก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กผู้ชาย) ให้อยากออกกำลังกาย เรื่องนี้อาจไม่เกิดกับทุกคนหรือทุกเกมและเป็นเรื่องเฉพาะของกลุ่มเด็ก ๆ ที่เล่นกีฬาชนิดนั้น ๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกมทำให้เด็ก ๆ อยากเล่นกีฬาชนิดเดียวกับฮีโร่ของพวกเขา

ระหว่างวันเด็กเล่นเกม FIFA หรือ PES ตกเย็นก็ชวนเพื่อนทั้งในโลกจริงและที่ประฝีเท้าในออนไลน์ มาพบเจอกันเพื่อเล่นกีฬาที่เขาชื่นชอบ การได้ควบคุม โรนัลโด้ หรือ เมสซี่ การได้ออกลีลาราวกับว่าตนเองเป็นนักเตะดัง เหล่านี้ล้วนกระตุ้นให้อยากสัมผัสและพัฒนาทักษะกีฬาที่เขาถนัด ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล บาสเก็ตบอล หรือแม้กระทั่งมวย ในบางเกมที่เขียนออการิทึมหรือออกแบบมาเป็นอย่างดีนั้น เป็นการช่วยฝึกฝนการคำนวณต่าง ๆ ได้จริงในกีฬาชนิดนั้น ๆ เช่น กอล์ฟ ที่จำลองการอ่านทิศทางลมได้ เป็นต้น

ไม่ใช่นักฟุตบอล แต่นี่คือทีมเกมเมอร์

ผมยกตัวอย่างหนึ่งที่คิดว่ามีความเกี่ยวข้องกัน เมื่อสักเกือบสามสิบปีก่อน เด็กหลายคนอ่านมังงะเรื่อง กัปตันสึบาสะ ผู้ใหญ่ในยุคนั้นก็บอกว่าอ่านแต่การ์ตูน มันใช้ไม่ได้ในชีวิตจริงหรอก ต่อมาก็มีการค้นพบว่า มังงะก็เป็นแรงบันดาลใจให้นักกีฬามืออาชีพหลาย ๆ คน เช่น อเล็กซานโดร เดล ปิเอโร่ และ อันเดรส อินเนสต้า ให้อยากเล่นฟุตบอลเพราะอ่านมังงะเรื่องนี้ (อินเนสต้า นี่อินจัดขนาดหมดสัญญากับบาเซโลน่าเมื่อปีที่แล้วปฏิเสธสัญญาของสโมสรใหญ่ ๆ ย้ายมาเล่นที่เจลีกของญี่ปุ่นเพื่อมาตามรอยซึบาสะกันเลยทีเดียว) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบเกมสมัยนี้ก็มีส่วนคล้ายกับมังงะสมัยนั้น ที่รอการพิสูจน์ว่า เราสามารถหาแรงบันดาลใจได้จากทุกสิ่งรอบตัวเรา

ผมเชื่อว่าการที่โลกสร้างสรรค์ เรื่องเล่า เกม หรือตัวละครที่สามารถเก่งจนเป็นไอดอลของผู้คนได้ ก็ย่อมเป็นแรงบันดาลให้ผู้คนทำตามและประสบความสำเร็จได้เช่นกัน ไม่แน่นะครับอีกไม่กี่เราอาจจะได้ยินว่ามีนักกีฬาบ้านเราเก่ง ๆ ที่ได้แรบันดาลใจจากการเล่นเกมก็ได้ (จะฟินเข้าไปอีกถ้าเกมนั้นผลิตโดยฝีมือคนไทย )

5.น้ำใจนักกีฬา และความเป็นผู้นำผู้ตาม

หนึ่งหัวเราตาย สองคนร่วมใจ สี่คนพลังสามัคคี

ถือว่าเป็นเรื่องปกติที่เด็ก (แม้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย) ที่ชอบการแข่งขันและการเข้าปะทะ ไม่ว่าทางใดทางหนึ่งเด็ก ๆ มักอยากได้การยอมรับจากเพื่อน ๆ และสังคมรอบข้าง ดังนั้นการเล่นเกมคือทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้พวกเขาได้สนุกกับการแข่งขัน

ผลการรายงานจากแบบสอบถาม เด็ก ๆ ส่วนใหญ่ให้เหตุผลในการเล่นเกมว่า พวกเขาชอบที่จะได้รับชัยชนะ ดีใจที่ได้การยอมรับจากเพื่อน ๆ ที่เล่นด้วยกัน และเกมเป็นเครื่องมือที่ยุติธรรมอันหนึ่งในการแข่งขันเพราะไม่ต้องใช้ร่างกายเท่ากับการเล่นกีฬากลางแจ้ง ดังนั้นเราจะพบว่า บ่อยครั้งในการเล่นเกม จะมีผลแพ้ชนะสลับกันในการแข่งขัน ทำให้เด็ก ๆ มีโอกาสเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นผู้นำโดยปัจจัยต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าการเล่นกีฬาที่มักจะมีคนเล่นเก่งไม่กี่คนในกติกาที่ตายตัว

จากรายงานของ Palo Alto Research โดย Nick Yee พบว่ากลุ่มวัยรุ่นที่เล่นเกมออนไลน์ รู้สึกว่าตัวเองได้รับการยอมรับและมีทักษะความเป็นผู้นำ รวมถึงการสามารถชักจูงใจหรือมีอิทธิพลต่อเพื่อน ๆ ได้ดีในระหว่างการเล่นเกม นอกจากนี้พวกเขายังมีโอกาสได้เข้าไปไกล่เกลี่ย หรือระงับข้อพิพาทระหว่างเพื่อนในระหว่างการเล่นเกมได้ ซึ่งทักษะเหล่านี้เป็นเรื่องยากที่จะได้ใช้ในชีวิตจริง

เกมอย่าง Recettear ก็สอนให้เรารู้จักกลยุทธุ์การขายของ

เกมออนไลน์ยังมอบโอกาสอันล้ำค่าในการอยู่ร่วมกับผู้คนหลากหลายอายุและบางครั้งพวกเขาก็ได้นำทีมในการทำเควสต่าง ๆ เพราะในเกมอายุไม่ใช่เรื่องสำคัญในเกม หากมีความสามารถและช่วยเหลือเพื่อน ๆ ให้ได้รับชัยชนะแล้ว การยอมรับก็ตามมา

การเล่นเกม ยังเพิ่มทักษะการฝึกสอนในเรื่องต่าง ๆ โดยการถ่ายทอดเทคนิคที่จำเป็นให้เพื่อนร่วมทีม แชร์ประสบการณ์ เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้การตกผลึกในสิ่งที่พวกเขาทำและส่งผลดีต่อทีม แล้วส่งต่อเพื่อพัฒนาเพื่อนให้เก่งให้เร็วที่สุด ส่งผลต่อทีม ช่วยกันสร้างผลงานที่ดีและได้รับชัยชนะในที่สุด มีการสอบถามไปที่ผู้ปกครองของเด็กที่เล่นเกม พบว่า ผู้ปกครองสังเกตเห็นว่าเด็กมีทักษะการเรียบเรียงเรื่องราวในสิ่งที่เขารู้และถ่ายทอดออกมาได้ดีขึ้น ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเป้าหมายของกลุ่มในการเล่นเกมแล้ว เด็ก ๆ จะพยายามเต็มที่ในการสอนเพื่อนให้เก่งผ่านช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ ที่มีในเกม

6.ชักจูงผู้ใหญ่ให้มาอยู่กับพวกเขา

คุณจัดการอย่างไรเมื่อเห็นลูกเล่นเกม? เป็นคำถามที่น่าสนใจอย่างยิ่ง การที่ผู้ปกครองค้นพบว่าเด็ก ๆ มีกิจกรรมที่ชื่นชอบ เราในฐานะคนดูแลเด็ก ๆ ควรเข้าไปทำความเข้าใจในกิจกรรมนั้น ๆ ซึ่งเชื่อว่าคงไม่มีประเด็นมากมายหากสิ่งที่เด็กทำคือการอ่านหนังสือหรือเล่นกีฬา เพราะเป็นกิจกรรมที่ได้รับการยอมรับแล้วว่าดีต่อเด็ก แต่หากเป็นกิจกรรมที่ยังต้องการการใส่ใจอย่างสูง ผู้ใหญ่ยิ่งควรจะเข้าไปดูแลเด็ก ๆ อย่างใกล้ชิด สนับสนุน สนุกสนาน รวมถึงสร้างข้อตกลงในการร่วมทำกิจกรรมนั้น ๆ

ซึ่งจะเห็นได้ว่าเราสามารถนั่งลงเล่นเกมร่วมกับเด็ก ๆ ได้โดยใช้การเล่นเกมส่งเสริมสัมพันธ์ในครอบครัว ไม่ต่างจากการร่วมกันชมภาพยนตร์ ซึ่งในเกมบางเกมก็สอดแทรกเรื่องราวดี ๆ ที่เราหยิบจับมาเล่าหรือสอนเขาได้ด้วย คิดว่าเด็ก ๆ จะมีความสุขแค่ไหน หากพ่อและแม่ของพวกเขา สนุกในกิจกรรมที่พวกเขาเลือกให้ และคงอดใจให้ถึงวันหยุดต่อไปไม่ไหวหากรู้ว่า ผู้ปกครองจะมาเล่นหรือเอาใจช่วยด้วยในการลงเล่นเกมครั้งหน้า

ในฐานะที่ผมก็เป็นเกมเมอร์คนหนึ่ง จึงอาจดูเป็นเรื่องไม่แปลกที่ผมเลือกแง่มุมดี ๆ ของเกมมาเสนอ แต่เหรียญมีสองด้าน ใช่ว่าผมจะมองไม่เห็นหรือไม่ทราบเรื่องโทษของการเล่นเกม ซึ่งข้อเสียมีทั้งในแง่สุขภาพ เช่น การนั่งท่าเดิมนาน ๆ มีผลต่อสรีระ การขาดการออกกำลังกาย รวมถึงการที่คนเล่นเกมบ่อย ๆ อาจขาดทักษะที่จำเป็นในการเข้าสังคม และข้อเสียในแง่ของกระบวนการความคิด เช่น อาจมีอาการสมาธิสั้น เป็นต้น โดยสาเหตุหลักของปัญหาเหล่าที่ก็อย่างที่บอกว่า คือ เด็กมักใช้เวลากับมันมากเกินไป ดังนั้นวิธีการป้องกันการใช้เวลากับเกมเกินไปนั้น ผู้ปกครอง ควรตั้งกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดในเรื่องต่อไปนี้เพิ่มเติมด้วย

จัดเวลาให้เหมาะสมเป็นเรื่องที่ดี

• การจัดสรรเวลาให้ชัดเจน เช่น ให้เล่นทุกวันเสาร์ อาทิตย์ หรือวันหยุด เวลากี่โมงถึงกี่โมงก็ตามแต่ที่บ้านจะสะดวก ซึ่งวิธีนี้ พ่อแม่ต้องใจแข็งไม่ยอมให้เล่นนอกเหนือเวลาที่กำหนด และสัญญาว่าจะให้เล่นก็ต้องให้ เมื่อเรามีกฎชัดเจน เด็กก็จะทำตาม

• การมอบหมายภารกิจที่สำคัญอื่น ๆ ให้ทำแบบเท่าเทียม ซึ่งหากเราสามารถจัดเวลาให้เด็กเล่นเกมได้ ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะจัดเวลาให้เด็กไปออกกำลังกาย ไปสวนสาธารณะ ไปทำกิจกรรมนอกบ้าน หรือวางกฎให้เด็กช่วยเหลืองานบ้าน โดย อาจมีรางวัลหรือบทลงโทษหากเด็กทำหรือไม่ทำตาม เช่น หากช่วยล้างจานจะเพิ่มเวลาเล่นเกมให้ ครึ่งชั่วโมง กลับกันหากไม่ช่วยจะหักเวลาลงครึ่งชั่วโมงเป็นต้น เช่นกัน หากมีการวางกฎ พ่อ แม่ ควรเคารพกฎและปฏิบัติตามอย่างมีวินัย และนี่ก็เป็นการปลูกฝังการเคารพกฎเกณฑ์ และการให้เกียรติผู้อื่นด้วย
นี่เป็นตัวอย่างเล็กน้อยที่เราสามารถป้องกันการเล่นเกมมากเกินไปในเด็กได้

สิ่งที่พ่อแม่อย่างเราควรพัฒนาอยู่เสมอ คือการบาลานซ์กิจกรรมให้เหมาะสมกับเด็กในแต่ละวัย เข้าใจพัฒนาการและความต้องการของพวกเขา ซึ่งนั่นต้องใช้การเรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ อย่างสูง ให้เด็กได้ทำในสิ่งที่ชอบ เก็บเกี่ยวประโยชน์สูงสุดในทุกกิจกรรมที่เขาเลือกทำ และหมั่นหากิจกรรมสนุก ๆ มาทำร่วมกัน ซึ่งกิจกรรมร่วมกันนั้นไม่จำเป็นต้องใช้เวลามากมาย หรืองบประมาณสูง กิจกรรมง่าย ๆ เช่นการเล่านิทาน เล่าประวัติศาสตร์หรือเรื่องใกล้ตัวให้เขาฟังก่อนนอน อาทิตย์ละครั้งสองครั้ง ก็สามารถสร้างความผูกพันและความเชื่อใจระหว่างพ่อแม่กับเด็กได้

อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วงเรื่องการทำความเข้าใจหรือสื่อสารกับผู้ใหญ่ที่มองลงมา ซึ่งปัจจุบันพ่อแม่ที่อนุโลมให้เด็กเล่นเกมหรือมือถือมักได้ยินคำบ่นกล่าวเหมือนที่พ่อผมบ่น ตรงนี้ พ่อ แม่ ผู้ปกครองหลายคนเลือกการเอาชนะคนรุ่นปู่รุ่นป้าด้วยการโยนคำว่า โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว หรือเหตุผลและศัพท์แสงที่ท่านไม่มีทางเข้าใจ ใส่ผู้ใหญ่เพื่อไม่ให้ท่านบ่นหรือเข้ามายุ่ง ซึ่งผมคิดว่าเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง การเอาชนะกันด้วยความไม่เข้าใจไม่ได้สร้างประโยชน์อะไร
อย่างแรกที่เราต้องเข้าใจว่าทำไม ผู้ใหญ่ไม่ชอบเกม คือมุมมองต่อเทคโนโลยีของท่านไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับรุ่นเรา ซึ่งเรามักเข้าใจผิดว่าท่านเป็นผู้ใหญ่แล้วต้องรู้ (ตัวอย่างที่สังเกตได้คือการใช้มือถือเล่นไลน์ เล่นเฟซบุ๊กของผู้ผู้อายุ มักจะแชร์ข่าวปลอม หรือเชื่อกลโกงง่าย ๆ ในสังคมโซเชี่ยล ซึ่งแสดงถึงสภาวะของประสบการณ์ในการใช้งานอินเตอร์เน็ตที่น้อย ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอายุที่มากเลย) รวมถึงการได้ยินแต่เรื่องโทษของการเล่นเกมมากกว่าประโยชน์

ดังนั้นสิ่งที่เราในฐานะตัวกลางควรทำ นอกจากอธิบายถึงประโยชน์ที่ผมกล่าวมาข้างต้นแล้ว เรายังสามารถนำตัวอย่างอื่น ๆ ที่สามารถวัดได้มาคุยกัน เช่น ผลการเรียนที่ไม่ตกลงจากเดิม รูปภาพกิจกรรมที่โรงเรียน รางวัลต่าง ๆ ที่เด็กได้จากชีวิตมาเสริมคำพูดที่ว่า เรียนกับเล่นไปด้วยกันได้ และอีกอย่างที่สำคัญ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างเด็กเล่นเกมกับปู่ ย่า ตา ยาย นั้น อาจมีสาเหตุมาจากการที่ผู้สูงอายุเหล่านั้นไม่ได้รับความสนใจก็ได้ (หลานไม่เล่นด้วยนั่นแหละ) ลองทบทวนดี ๆ ว่าทุกวันนี้เรา มีเวลาทำกิจกรรมร่วมกันกับท่านหรือไม่ เด็ก ๆ ให้ความสำคัญกับ ปู่ ย่า ตา ยายมากน้อยเพียงไร เพราะอย่าลืมว่า สังคมไทยเป็นสังคมของครอบครัว เราไม่ได้ทำหน้าที่หรือมีบทบาทแค่เป็น พ่อ หรือ แม่
เรายังเป็นลูกหลานของอีกหลายคนในครอบครัว

ตกเย็นผมกลับมาบ้านพร้อมลิงน้อยกับเจ้าหมี หมาแสนรู้ ทุกคนสภาพมอมแมม ดูท่าทางพ่อผมจะชอบให้ผมพาลูกไปลุยแบบนี้ ซึ่งผมกับลูกก็สนุกจริง ๆ นั่นแหละ เด็กน้อยวิ่งไปอาบน้ำแต่งตัวไปช่วยคุณย่าปูเสื่อเตรียมกินข้าว ผมเดินไปหาพ่อที่สีหน้าดูอารมณ์ดีขณะมองหน้าจอสมาร์ตโฟนและใช้นิ้วชี้ค่อย ๆ เลื่อนดูฟีดในเฟซบุ๊ก เมื่อมีโอกาสเหมาะเจาะ ผมก็เข้าไปพูดคุยเรื่องการเล่นเกมของเด็ก ๆ ในบ้าน รวมถึงอธิบายเรื่องการจัดสรรเวลาให้กิจกรรมอื่น ๆ ดูท่านเข้าใจกับสิ่งที่เราเลือกทำ จากนั้นผมก็ช่วยพ่อเลือกว่าพรุ่งนี้จะส่งสติ๊กเกอร์สวัสดีตอนเช้าแบบไหน พร้อม ๆ กับแซวพ่อว่า “แก่แล้วเล่นแต่มือถือมาก ๆ เดี๋ยวสายตาก็เสีย” พ่อรีบตอบกลับมาว่า “พ่อไม่ได้เล่นเยอะ แค่เลือกช้าเท่านั้นเอง” แล้วพ่อก็หัวเราะ

ถ้าอย่างนั้นคราวหน้าผมถ้าพ่อถามว่าทำไมเล่นเกมกับลูกนานจัง ผมกับลูกคงจะตอบว่า

“ไม่ได้เล่นนาน บอสมันโหดเท่านั้นเอง”

Facebook Comments

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here