ถึงจะ “โยนเกม” แต่ก็ชนะได้!? “แบกทีม” แล้วไง ภูมิใจนักเหรอ!?

สำหรับเกมแนว FPS หรือ MOBA ที่มีโหมดเล่นไต่อันดับออนไลน์ที่เรียกว่า “Competitive Mode” หรือเรียกง่ายๆว่า “โหมดแรงค์” นั้น “การเล่นเป็นทีม” ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนี่ถือเป็นโหมดที่วัดฝีมือของผู้เล่นจากทั่วโลก อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหลายคนคง “ไม่อยากฝืนตัวเอง” เพื่อคนอื่นเท่าไหร่ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร อยากเล่นในสิ่งที่อยากเล่นมันผิดตรงไหน?

สิ่งที่คนเล่น “โหมดแรงค์” จะพบมีอยู่ 2 อย่าง คือ ผู้เล่นที่แบกทีม (Carry) คือเล่นได้ดีในเกมนั้น และ ผู้เล่นที่โยนเกม (Throw) คือเล่นได้ไม่ดี ผิดพลาดบ่อย ฯลฯ ถามว่านี่เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญแค่ไหน เพราะยังไงไม่มีทีมไหนที่เล่นได้ดีทุกคนอยู่แล้ว เชื่อว่าทุกคนอยากแบกเกม อยากเป็นคนที่ช่วยเหลือทีมได้มากที่สุด โดยเฉพาะเกม MOBA ที่เป็นแนวเกมที่ให้ความสำคัญกับหน้าที่ของผู้เล่นในทีม นี่ถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการให้คุณค่ากับคำว่า “Carry” และ “Throw” ของเกมเมอร์ในปัจจุบัน

แต่ส่วนตัวมองว่า “การแบกเกม” หรือการเล่นได้ดีมากๆนั้น ไม่จำเป็นเสมอไป” และ “การโยนเกม” ก็ “ไม่ใช่เรื่องเสียหาย” เสมอไป ลองมาดูเหตุผลว่าทำไมถึงคิดเช่นนั้น ผมขอยกตัวอย่างเกม Overwatch ที่มีโหมด Competitive และให้ความสำคัญกับประเด็นการแบกและโยน ส่วนใครไม่ได้เล่นเกมนี้ก็นึกภาพตามได้ไม่ยาก เพราะเกมนี้ใช้ลักษณะของเกม MOBA ทุกอย่าง แค่เปลี่ยนมุมภาพเป็น FPS เท่านั้นเอง

1. “เล่นตัวที่ทีมต้องการ” ไม่ได้แปลว่า “ทีมจะชนะ”

สำหรับเกม MOBA แล้ว คลาสที่ต่างกันจะช่วยทีมให้ชนะเกมได้ ดังนั้น “การเล่นตำแหน่งที่ในทีมยังขาด” คือสิ่งที่ควรทำ!! เพียงแต่ว่าสิ่งนี้มักจะเกิดขึ้นหลังจากผู้เล่นอื่น “เลือกตัวละครที่อยากเล่น” กันไปหมดแล้ว นั่นหมายความว่าเราต้องเสียสละเลือกตัวที่ทีมยังไม่มี โดยเฉพาะ “แทงค์” และ “ฮีลเลอร์” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญกว่า DPS 

อย่างไรก็ตามคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเล่น FPS ยังไงก็ต้องอยากยิงอยากคิลอยู่แล้ว อันนี้ถือว่าปกตินะ แต่ถ้าอ้างแบบนี้คงไม่ต่างกับกลืนน้ำลายตัวเอง เพราะในเกม Overwatch หลายคาแรคเตอร์ก็เป็น Damage Dealer ที่ดี โดยเฉพาะสายแทงค์ เช่น Reinhardt และ Zarya แถมยังพ่วงสิ่งที่พวก DPS ไม่มีอย่าง “ความถึก” ด้วย จึงเป็นเรื่องปกติที่สายแทงค์จะยืนบนสนามได้นานกว่า แถมยังกวาดคิลได้มากกว่า DPS แต่ความจริงคือคนที่ไม่เล่น DPS จริงๆนั่นมีน้อยมาก

ไม่มีแทงค์และฮีล พูดตรงๆก็ลำบากนะ

นอกจากนี้ DPS ถือเป็นตัวละครที่เล่นยากซะเยอะ เช่น Genji, Tracer, McCree และ Doomfist รวมไปถึงสไนเปอร์อย่าง Hanzo และ Widowmaker ก็ยังแย่งกันเล่นทั้งที่เป็นตำแหน่งที่ไม่จำเป็นต้องมีเยอะ แค่ 1-2 ตัวก็พอแล้ว

แล้วจะทำยังไงถึงจะได้เล่นตัวที่อยากเล่นล่ะ? วิธีแรกคือ “รีบเลือกตัวละครให้เร็วที่สุด” คือรีบเลือกไปเลยว่าอยากเล่นตัวนี้ ด้วยมุขง่ายๆว่า “มาก่อนได้ก่อน” ซึ่งก็ได้ผลนะ เพราะคนส่วนใหญ่จะไม่คัดค้านคนที่เลือกตัวละครก่อนสักเท่าไหร่ แต่ภาระก็จะตกมาที่ “คนที่เลือกทีหลัง” ทันที ยิ่งเลือกช้าโควต้าในการเลือกเล่นตามใจตัวเองก็จะน้อยลง วิธีนี้เน็ตใครเร็วกว่าจะได้เปรียบมา

มาก่อนได้ก่อน!!

แต่ถ้าทำไม่ได้จริงๆก็เลือกตัวที่อยากเล่นเหมือนเดิมนั่นแหละ แค่ต้องเพิ่ม “ความหน้าด้านหน้าทน” ขึ้นอีกหลายเท่าตัว แค่นี้คุณก็ได้ชื่อว่า “Throw” ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเล่นทันที สิ่งที่ต้องทำคือ “อดทน” กับคำด่าคำสบประมาทะ แล้วพิสูจน์ให้เห็นว่า “เลือกตัวนี้ทีมก็ชนะได้นะเว้ย!!” เขาหมดความอดทนเดี๋ยวเขาก็เปลี่ยนตัวเอง งานนี้ใครอีโก้มากกว่าก็ชนะไป

2. “เล่นตัว Meta” ไม่ได้แปลว่า “ทีมจะชนะ”

ส่วนตัวไม่ชอบสิ่งที่เรียกว่า “Meta” สักเท่าไหร่ เพราะเหมือนเป็นกรอบการเล่นตามกระแสคนหมู่มาก แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่า Meta คือตัวละครที่แต่ละเกมเชื่อว่าดีกับการเล่นโหมดแรงค์ที่สุดแล้วในขณะนั้น เช่นในเกมนี้ สูตร 2-2-2 (2 DPS / 2 Tank / 2 Healer) ถือเป็นสูตรมาตรฐานที่ใช้ในการไต่แรงค์ ไม่หวือหวา ไม่เสี่ยง และได้ผลดีจริง รวมไปถึงปัจจัยของตัวละคร เช่น ที่เล่นง่าย ทำดาเมจได้ดี และมีประโยชน์ในเกมการแข่งจริง ฯลฯ พอสูตร Meta ได้ผลจึงกลายเป็นมาตรฐานที่ผู้เล่นทำตามกันเรื่อยๆ ทำตามจนไม่มีใครกล้าแหกกฎกันสักเท่าไหร่

สูตรไหนดีน้าาา!?
2-2-2 สูตรมาตรฐานในการเล่นแรงค์ของ Overwatch

“ตัวละคร Meta” ถือเป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อนไหวมากในเกม MOBA เพราะคนส่วนใหญ่ “เชื่อมั่นในตัวละคร Meta มากเกินไป” ถ้าไม่เลือกก็กลัวว่าการเล่นจะไม่ราบรื่นบ้าง กลัวจังหวะเกมจะเสียบ้าง แม้แต่ในการแข่งขัน eSports ระดับโลกเองก็ยึดตัวละคร Meta เป็นกลยุทธ์สำคัญเช่นกัน ซึ่งถามว่ามันดีมั้ยคงไม่ต้องให้ตอบซ้ำสองว่ามันดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่หลายคนน่าจะเคยฉุกคิดกันบ้าง “ขอบเขตการเล่นแรงค์ในเกม MOBA มันมีแค่ Meta ใช่หรือเปล่า!?”

เล่นยากแล้วไง เก่งจริงก็แบกทีมได้นะเฟ้ย!!

แต่จากประสบการณ์ในการเล่นโหมดแรงค์แล้ว “ตัวละครนอก Meta” เองก็ป่วนเกมทีมเราจนแพ้ได้อยู่บ่อยๆ เช่น ปืนนรกดูดโคตรพ่อโคตรแม่ของ Symmetra โหมดปืนกลของ Bastion โจรยิงระเบิดกวนประสาทอย่าง Jukrat ท่าน้ำแข็งต่างๆของ Mei รวมไปถึงพวกป้อมหรือกับดักต่างๆ (Turret) ด้วย ทั้งหมดนี้คือโคตรน่ารำคาญทั้งนั้น ตัวละครพวกนี้ไม่ได้เท่เหมือนพวก DPS หรอก แต่มันเก่งและชวนหัวร้อนทุกตัว เลือกตัวเท่แต่แพ้ยังไงก็ไม่คุ้ม ลองนึกภาพพวกนี้ 4 ตัวอยู่ในทีมเดียวกัน เผื่อฮีลเลอร์กับแทงค์อย่างละตัว พวก Meta ทั้งหลายเองก็สู้ยากเหมือนกัน

โหดขนาดนี้ ทำไมโดนไล่เปลี่ยนตัวอย่างกับหมูกับหมา!!

ดังนั้นจึงอยากให้ทุกคนลองหาหนทางใหม่ๆนอกเหนือจากตำราที่เรียกว่า “Meta” กันบ้าง แม้จะต้องถูกตราหน้าว่า “โยนเกม” หรืออะไรก็ตามที คิดดูว่าตัวที่คุณอยากจะเล่นเป็นเมน และลงแข่งในโหมดแรงค์ คือ “ตัวละคร Meta” จริงๆหรือเปล่า!?

3. “เล่นดี” ไม่ได้แปลว่า “ทีมจะชนะ”

พูดถึง Throw มาเยอะแล้ว มาพูดถึง Carry กันหน่อย เชื่อว่าคงเคยเห็นบางคนที่เล่นดีมาก (คือแบกเกมนั่นแหละ) แต่พอทีมแพ้ก็ลุกขึ้นมาเบ่งว่า “ฉันได้ 3-4 ทองเลยนะเว้ย” (Overwatch นับสถิติการเล่นเป็นเหรียญรางวัล ทอง เงิน และทองแดง) แถมยังด่าทีมตัวเองว่า Noob บ้าง Throw บ้าง ตอนแรกที่เกริ่นไปว่า “แบกเกมไม่จำเป็นเสมอไป” ประเด็นก็อยู่ที่ตรงนี้นี่แหละ

เท่าที่ทุกคนอ่านมาสังเกตได้ว่าแค่ “เลือกตัวละคร” ก็เกิดประเด็นโยนเกมกันได้แล้ว (ยังไม่ทันจะเริ่มเล่นเล้ย) แต่พอระหว่างการเล่นเกมไปแล้ว “ปัญหาโยนและแบกเกม” จะซับซ้อมยิ่งกว่าเดิม แน่นอนว่าเรื่องตัวละครที่เลือกก็มีส่วน เพราะส่งผลต่อการเล่นของทีมด้วย เช่น ฮีลเลอร์น้อยเกินไปก็ตายเร็ว ฮีลมากไปก็ไม่มีคนทำดาเมจ ไม่มี DPS ล้วงฮีลเลอร์ ล้วงสไนเปอร์ หรือช่วยพังป้อมของอีกฝ่ายก็เล่นยาก ฯลฯ

ทำได้ดีมาก!!
เป็นฮีลเลอร์แต่คิลได้เยอะที่สุด!! DPS มัวทำอะไรอยู่!!

ปัญหาของเรื่องนี้คือ “ระบบเกม” คือ เกมจะเก็บสถิติการเล่นของเราไว้ และประมวลผลตามสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ใน Overwatch จะนับสถิติการเล่นเป็นเหรียญรางวัล (Medals) แน่นอนว่ายังไงก็ต้องมีทั้ง 3 เหรียญ ลดหลั่นกันไปตามสถิติที่เล่นในเกมนั้นๆ สถิติพวกนี้นี่แหละที่วัดว่าใครแบกไม่แบกอะไรบ้าง โชคดีที่เกมนี้ยังดูสถิติการเล่นระหว่างเกม (กด Tab) ของคนอื่นไม่ได้ ถ้าทำได้รับรองว่าสนุกกว่านี้เยอะ!!

แต่ถามว่าสถิติเหล่านี้บอกถึงการแบกหรือโยนทั้งหมดจริงมั้ย ขอตอบเลยว่า “ไม่” สถิติแน่นอนว่ามันบอกได้ว่าใครเล่นยังไง แต่ใช่ว่าคนที่สถิติแย่จะไร้ประโยชน์!! บางครั้งคนที่เล่นห่วยที่สุดนั่นแหละที่ทำให้ทีมชนะ เช่น ขณะแย่ง Point กันอยู่ในช่วง Overtime คนที่สถิติห่วยสุดอาจใช้อัลติถูกจังหวะจนอีกฝ่ายตายเกือบยกทีม หรืออีกฝ่ายเสียรูปเกมจนเพื่อนในทีมสานต่อจนทีมชนะในไม่กี่วินาที เป็นต้น เชื่อว่าหลายคนคงเคยเป็นแบบนี้ จากที่เล่นโคตรจะห่วยแตกมาทั้งเกม แต่มาช่วยพลิกเกมในจังหวะตัดสินเกมได้ซะอย่างนั้น

สถิติห่วยแตกก็จริง แต่อาจจะเป็นซุเปอร์ซับก็ได้ใครจะไปรู้
ถ้าเกิดคนๆหนึ่งนิสัยเสีย ด่าทั้งคุณ ด่าทั้งคนในทีม คุณควรจะโหวตให้เขาจริงๆหรือเปล่า!?

ผมมองว่าเกมแต่ละเกมจะมีสถานการณ์และปัจจัยที่เหนือการคาดเดาอยู่เยอะแยะ การอ้างสถิติที่ดีเลิศของตัวเองมาด่าเพื่อนร่วมทีมผมถือว่า “ไม่มีความเป็นมืออาชีพ” นะ ประมาณว่า “เออๆ มึงเล่นดี มึงแบกทีม แต่นิสัยแบบนี้ก็ไม่ควรมีใครชื่นชมมึงหรอก” ผมจึงไม่พอใจที่จบเกมแล้วยังมีคนโหวตชื่นชมให้กับคนแบบนี้!! (Overwatch มีระบบโหวตผู้เล่นที่เล่นดีหลังจบเกม) ส่วนตัวแล้วอยากให้ทุกคนตระหนักถึงเรื่องนี้กันหน่อย ถึงจะแบกทีมหรือจะเล่นดีที่สุดในเกม แต่ถ้าไม่มี “น้ำใจนักกีฬา” ก็ไม่สมควรได้รับ “การชื่นชม” จากคนอื่น!!

ทั้งหมดนี้ถือเป็นประสบการณ์จากการเล่น “Competitive Mode” หรือ “โหมดแรงค์” จากเกม Overwatch เพียงเกมเดียว แต่เชื่อว่าเกม MOBA อย่าง Dota, RoV, LoL และอื่นๆก็คงมีปัญหาอะไรแบบนี้ไม่ต่างกันแน่นอน สุดท้ายสิ่งที่ผมอยากจะพูด คือ ทั้ง “การแบกเกม” และ “การโยนเกม” ล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสียด้วยกันทั้งคู่

“การโยนเกม” (Throw) แน่นอนว่าทุกคนรู้สึกขัดใจที่ต้องเล่นตามความคิดของคนอื่น เล่นไปตามตัว Meta เล่นแล้วก็ไม่ได้ดั่งใจ ผลงานก็ออกมาไม่ดีอีก แต่สุดท้าย “การลดทิฐิ” แล้วทำเพื่อส่วนรวมบ้างก็ถือเป็นเรื่องดี หากทำดีที่สุดแล้วก็ไม่ต้องเสียใจ ไม่มีใครทำได้ดีทุกครั้ง และไม่มีใครชนะหรือแพ้ไปตลอดอยู่แล้ว 

ส่วน “การแบกเกม” (Carry) ก็คงไม่ต้องอธิบายเยอะว่ามันดียังไง แต่การแบกเกมไม่ใช่ว่าคุณจะเก่งกว่าคนอื่น ไม่ใช่ว่าเล่นดีแล้วจะอวดเบ่งหรือทับถมคนอื่น Noob อย่างโน้น EZ อย่างนี้ แม้จะแบกเกมจริงแต่ดูถูกคนอื่นก็ไม่ถือเป็นเกมเมอร์ที่ดี เก่งไม่เก่งไม่สำคัญเท่า “น้ำใจนักกีฬา” แน่นอน

จะเล่นเกมก็ให้เกียรติคนอื่นด้วยนะครับ สังคมในเกมที่เพื่อนๆเล่นอยู่จะได้มีความสุขมากขึ้นด้วย

Facebook Comments