[Anime] แนะนำอินเมะประจำซีซั่น : Autumn (Fall) 2017

3 เดิอนผ่านไปอนิเมะซีซั่นใหม่ก็กลับมาให้ได้ดูกันอีกเช่นเคย นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ผมจะมาแนะนำอนิเมะให้เพื่อนๆได้ดูกัน สำหรับซีซั่น Autumn 2017 หรือช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ญี่ปุ่นถือว่าค่อนข้างน่าตกใจสำหรับผม เพราะมีทั้ง “อนิเมะออกใหม่” และ “อนิเมะภาคต่อ” หลายต่อหลายเรื่องออกมาให้ผมอึ้งกันไปข้างหนึ่งเลยทีเดียว

ประเด็นสำคัญของอนิมเมะในซีซั่น Autumn 2017 โดยเฉพาะ “อนิเมะออกใหม่” ที่ผมอยากจะพูด คือ บางเรื่องผมได้ยิน “กระแสของมังงะ” มาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมอ่านดูสักทีว่ามันสนุกจริงหรือเปล่า พอได้ดูอนิเมะแล้วทำให้ผมตัดสินใจ “อ่านมังงะ” ซึ่งเป็นวิธีหลักในการเสพการ์ตูนของผมในที่สุด (ปกติเช่าการ์ตูนอ่านทุกสัปดาห์) คือจริงๆก็เกิดอะไรแบบนี้อยู่บ่อยๆแหละ เห็นอนิเมะน่าสนใจก็อยากจะลองอ่านมังงะต่อ (ถ้ามีให้เช่า) แต่ซีซั่นนี่มันชัดเจนมากกว่าทุกครั้ง ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆนะ…

เพราะติดตามข่าวสารอนิเมะนี่แหละ ทำให้เชื่อต่อกับหลายสิ่งหลายอย่างได้

Black Cover

พูดถึงซีซั่นนี้คงจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะนี่คือการ์ตูนที่กล่าวขานกันว่าเป็น “ความหวังใหม่ของโชเน็นจัมป์” เช่นเดียวกับ Boku no Hero Academia เป็นเรื่องราวของเด็กกับพร้า 2 คนที่ถูกทิ้งไว้ที่โบสถ์เก่าแห่งหนึ่ง ทั้งคู่มีเป้าหมายคือเป็น “ราชาเวทมนตร์” ผู้ปกครองอาณาจักรโคลเวอร์

แน่นอนว่าการ์ตูนเรื่องนี้เป็นการ์ตูนโชเน็นสูตรสำเร็จเหมือนกับรุ่นพี่อย่างนารุโตะ บลีช และวันพีซ ฯลฯ ทุกคนคงเดาแนวทางการดำเนินเรื่องได้ไม่ยาก แต่ที่น่าสนใจคือไม่บ่อยนักที่การ์ตูนโชเน็นจัมป์จะจับแนวเวทมนตร์มาเป็นธีมหลัก จึงไม่แปลกใจที่เรื่องนี้จะถูกจับตามองเป็นพิเศษ กระแสก็มาแรงแบบปากต่อปากจนผมตัดสินใจอ่านมังงะจนได้ และแน่นอนก็ติดงอมแงมตามระเบียบ

สำหรับอนิเมะโดดยรวมทำได้ดีกว่าที่คิด พระเอกอย่าง “อัสต้า” เสียงพากย์โวยวายน่ารำคาญกว่าที่คิดมาก แต่ดีไซน์ออกมาได้หล่อผิดคาดซะงั้น (คือมองไปมองมามันก็หล่อเฉยเลย) แอคชั่นและเอฟเฟคการต่อสู้ต่างๆทำออกมาได้ดี เนื้อเรื่องมีเสริมจากมังงะพอสมควร ทำให้เรื่องนี้ฉายยาวกว่าอนิเมะปกติแน่นอน และก็มีการยืนยันแล้วว่าจะฉายยาวรวม 12 เดือนหรือ 4 ซีซั่น (ประมาณ 50 ตอน) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

พูดถึงเพลงกันหน่อย ศิลปินที่ชื่อ “Itowokashi” ผมได้ยินเพลงครั้งแรกจาก Op4 ของ Sousei Onmyouji (Twin Star Exorcist) ตอนแรกฟังแล้วก็ปะแล่มๆ แต่พอกลับมาฟังช่วงนี้รู้สึกว่าฟังแล้วก็ติดหูดี พอมาฟังเพลง Ed ของเรื่องนี้ “Aoi Honoo” ดูแล้วก็ไม่ผิดหวัง ดังนั้นใครฟังเพลงอนิเมะอยู่แล้ว Itowokashi ก็เป็นอีกศิลปินที่แนะนำให้ฟังต่อไป

Blend S

อีกหนึ่งอนิเมแนวร้านคาเฟ่สไตล์ Working! ที่ผมดูแล้วรู้สึกว่าสนุกกว่าที่คิด เนื้อเรื่องคร่าวๆ คือ “ซากุราโนะมิยะ ไมกะ” สาวน้อยผมทวินเทลสุดน่ารักบังเอิญได้เข้าไปทำงานพิเศษในร้านคาเฟ่แห่งหนึ่ง แต่ว่าร้านนี้ที่มีจุดขายคือเหล่าเมดที่บริการลูกค้าโดยมีธีมประจำตัวที่ทางร้านกำหนดให้ เช่น เมดสาวซึนเดเระ เมดพี่สาว เมดน้องสาว และเมดไอดอล เป็นต้น แต่ไม่รู้อิท่าไหนไมกะผู้แสนจะอินโนเซนส์ดันได้รับบท “เมดซาดิสต์” ไปซะงั้น!! ใครชอบอนิเมะเรื่อง Working! หรืออนิเมะสาวโมเอะและชุดเมดก็จัดไป!!

Just Because!

ถ้าจะแนะนำการ์ตูนรักวัยรุ่นโรแมนติกสักเรื่อง คงจะต้องแนะนำเรื่องนี้แหละ เป็นเรื่องราวการกลับมาพบกับเพื่อนเก่าสมัยม.ต้น ของ “อิสิมิ เอตะ” หลังจากห่างกันไป 4 ปี เขากลับมาเรียนในโรงเรียนแห่งเดิมในช่วงม.5 เทอม 3 ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตนักเรียนม.ปลายญี่ปุ่นทุกคน เรื่องราวของเพื่อนฝูง ความสัมพันธ์ และมิตรภาพทั้งเก่าและใหม่ของเอตะ ณ ที่แห่งเดิมก็เริ่มต้นขึ้น

ส่วนตัวที่แนะนำเรื่องนี้คิดว่าคาแรคเตอร์ดีไซน์ ฉาก และบรรยากาศโดยรวมถือว่าน่าพึงพอใจ และชวนให้อยากลองดู ถึงแม้ว่า 2-3 ตอนแรกเรื่องราวจะยังไม่จุดพีคหรือการก้าวกระโดดมากนัก แต่ก็มีแรงดึงดูดมากพอให้ติดตามความสัมพันธ์วัยรุ่น.ปลายกลุ่มนี้ต่อไปจนจบได้

ส่วนเพลงธีมก็เพราะมากๆ เพราะมีนักร้องเจ้าประจำที่ผมติดตามอย่าง “Yanagi Nagi” เป็นคนร้องด้วย สำหรับ Op อย่าง “Over and Over” ถือว่าผ่านเลย ฟังแล้วรู้สึกอินมาก ถ้าชอบเสียงของเธอก็ลองหาเพลงอื่นฟังดู เพราะเพลงอนิเมะของเธอมีเยอะมาก โดยรวม Just Because ถือเป็นอนิเมะรักวัยรุ่นที่ดีทั้งตัวอนิเมะและเพลงอีกหนึ่งเรื่อง

Mahoutsukai no Yome

ส่วนตัวแล้วไม่ค่อยจะได้ดูการ์ตูนแฟนตาซีเวทมนตร์บ่อยๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ได้ยินกระแสมังงะแบบหนาหูมาหลายปีแล้ว (แต่ก็ขี้เกียจอ่านมังงะ) พอออกมาเป็นอนิเมะก็เลยต้องลองพิสูจน์ดูว่ามันฮิตจริงหรือเปล่า เป็นเรื่องราวของ “ฮาโตริ จิเสะ” เด็กสาวญี่ปุ่นผมสีแดงที่ถูกครอบครัวและสังคมรังแก เพราะญาณพิเศษที่ติดตัวมาแต่เกิด เธอถูกชักจูงให้ไปค้ามนุษย์แห่งหนึ่ง และผู้ที่ซื้อตัวเธอไปคือพ่อมดโบราณ “เอเลียส ไอน์สเวิร์ธ” ในราคาแพงลิบลิ่วเพื่อฝึกเธอให้เป็นจอมเวทและเป็นเจ้าสาวของเขาด้วย

พอผมได้ดูแล้วก็ถึงกับตะลึงปรากฏว่านี่คือ “แฮร์รี่ พอตเตอร์เวอร์ชั่นญี่ปุ่นสร้าง” ชัดๆ!! เพราะฉากหลักเป็นประเทศอังกฤษเหมือนกัน บรรยากาศของเรื่อง เวทมนตร์คาถา รวมไปถึงมอนสเตอร์ต่างๆก็ให้อารมณ์ของแฮร์รี่ พอตเตอร์ด้วย คือดูแล้วได้ใจคอแฟนตาซีสุดๆไปเลยทีเดียว ส่วนเนื้อเรื่องก็สนุก ดูเพลินมากและเพลินกว่ามังงด้วย ฉากหวานแหววมีเป็นระยะๆ หนักไปทางตลกกุ๊กกิ๊กซะด้วยซ้ำ งานภาพก็ทำได้ดี เพลงธีมก็ดูขลังและมีพลังสะกดใจดีมากทั้ง Op และ Ed เลย คือแบบว่า…ทุกอย่างมันเข้ากันไปหมดดีจริงๆ

พูดตรงๆก็ไม่มีอะไรจะติ กล้าพูดเลยว่า Mahoutsukai no Yome เรื่องนี้สนุกสมคำร่ำลือ รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน แต่ขออวยเวอร์ชั่นอนิเมะนะ ดูแล้วเคลิ้มและละเมอเพ้อฝันดีมาก ยิ่งชอบหนังเวทมนตร์แบบแฮร์รี่ พอตเตอร์พวกนี้ด้วยรับรองติดใจชัวร์!!

Inuyashiki

เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่มีกระแสพูดถึงกันโคตรเยอะ แถมมีคนแนะนำให้ผมลองอ่านเรื่องนี้ด้วย (เป็นพนักงานผู้หญิงที่ร้านเช่าเจ้าประจำ) เมื่อ 2-3 เดือนก่อนล่ะมั้ง พอรู้ว่ามีอนิเมะออกมาก็เลยลองอ่านมังงะก่อนจะดูอนิเมะ พูดได้เลยว่า “ไม่ต้องดูอนิเมะก็ได้มั้ง แค่มังงะก็สนุกจะแย่แล้ว” เกือบจะมาเขียนบทความนี้แบบไม่ดูอนิเมะเลยด้วยซ้ำ แต่ต้องดูซะหน่อยเดี๋ยวจะหาว่าไม่ได้ดูจริง 555+

“Inuyashiki” เป็นเรื่องราวของ “อิยานุชิกิ อิจิโร่” พนักงานบริษัทวัยใกล้เกษียณที่มีชีวิตค่อนข้างเฮงซวย ลูกเมียก็ไม่ค่อยใส่ใจ มีแต่หมตัวเดียวค่อยเหลียวแล แถมยังตรวจเจอมะเร็งกำลังจะตายใน 3 เดือนอีกต่างหาก ขณะที่กำลังร้องไห้โฮอยู่บนเนินเขา เขาเห็น “ชิชิกามิ ฮิโระ” ยืนอยู่ใกล้ๆกัน และจู่ๆทั้งคู่ก็ถูกวัตถุประหลาดถล่มตูมลงมาซะงั้น แต่ก็ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในร่างจักรกลด้วยฝีมือเอเลี่ยน จากจุดนี้การต่อสู้ระหว่าง “ชายแก่ผู้มีความหวังในชีวิตอีกครั้ง” กับ “เด็กหนุ่มผู้หลงระเริงในพลังอำนาจ” ก็เริ่มต้นขึ้น

สิ่งที่ผมสัมผัสได้จากเรื่องนี้แทนที่จะเป็นการบู๊ระห่ำล้ำสมัย กลับกลายเป็นว่าผมเห็นถึงเรื่อง “ปรัชญาและการใช้ชีวิต” ซะมากกว่า พอดูเรื่องราวของลุงอิจิโร่ตอนแรกแล้วแล้วมันคิดแบบนั้นไม่ลงเท่าไหร่ ส่วนตัวจึงชอบการสะท้อนเรื่องราวของ “สถาบันครอบครัวและสังคม” มากกว่าการห้ำหั่นของลุงแก่ๆกับเด็กม.ปลายคู่หนึ่ง ดังนั้นเรื่องนี้คงไม่ใช่การ์ตูนแอคชั่นดูเอามันสะใจจ๋าอะไรสำหรับผม แต่เป็นการ์ตูนสะท้อนความคิดของมนุษย์มากกว่า

อย่างไรก็ตาม “ความเป็นมนุษย์” ของลุงอิจิโร่นี่แหละที่โคตรได้ใจผมไปเต็มๆ ถ้าถามผมตอนนี้ว่าใครคือฮีโร่ที่ผมชอบ ผมตอบได้ไม่ลังเลเลยว่าคือ “อินุยาชิกิ อิจิโร่” นี่แหละ โคตรรักลุงเลยอ่ะพูดเลย!!

ส่วนเพลงธีมเรื่องนี้ถือว่าทำได้ดีนะ โดยเฉพาะเพลง Op “My Hero” ที่ฟังแล้วเร้าใจ เข้ากับเรื่องนี้มาก และฟังซ้ำบ่อยมาก เห็นชมโน่นนี่แต่จริงๆไม่ได้ชอบวง “Man with a Mission” ที่ร้องเพลงนี้นะ ทั้งสไตล์เพลงและภาพลักษณ์ของวงด้วย แต่ก็ต้องยอมรับว่าวงนี้เพลงเขาดีจริง แถมวงนี้ยังร้องเพลงอนิเมะระดับท็อปๆอย่าง “Nanatsu no Taisai” และ “Gundam Iron-Blooded Orphans” มาแล้วด้วย ก็คงการันตีความเจ๋งได้ระดับหนึ่งล่ะ

Ousama Game the Animation

“Ousama Game” ฉบับอนิเมะจะเป็นการรวม “ภาคแรก” และ “ภาคปัจฉิมบท” มาเล่ารวมกัน โดยตั้งให้ภาคปัจฉิมเป็นพาร์ทปัจจุบัน เล่าเรื่องของ “คานาซาวะ โนบุอากิ” นักเรียนมัธยมที่รอดจาก “เกมพระราชา” ครั้งที่แล้วมาได้ แม้จะย้ายโรงเรียนแล้วแต่เขาก็หนีจากเกมนรกนี้ไม่พ้น ทำให้เพื่อนร่วมชั้นกลุ่มใหม่ของเขาต้องร่วมเล่นเกมพระราชาไปโดยปริยาย

วิธีการเล่าเรื่องของ Ousama Game the Animation จะเป็นการเล่นเกมพระราชาใหม่ของ “คานาซาวะ โนบุอากิ” โดยเวอร์ชั่นอนิเมะจะย้อนเหตุการณ์ของภาคแรกให้เห็นด้วย ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถนำเนื้อเรื่องจากภาคแรกมาเล่าย้อนในภาคปัจฉิมบทนี้ได้มากแค่ไหน เพราะ 2-3 ตอนแรกก็หยิบอดีตจากภาคแรกไปใช้ไม่มาก ผมค่อนข้างกลัวว่าเนื้อเรื่องของภาคแรกจะหายไปมากกว่าที่ควร (กลัวใช้ไม่คุ้มอะไรประมาณนั้น)

อย่างไรก็ตามสำหรับคอมังงะสายเกมความตาย (ควรนิยามยังไงดีหว่า) เช่น Liar Game, Acma:Game, Kamisama no Iutori, Kakeguri และ Tomodachi Game แล้ว แน่นอน Ousama Game ก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาดเลย ฉบับอนิเมะเองก็ทำออกมาได้ไม่เลว คาแรคเตอร์ดีไซน์เปลี่ยนไปมาก (หน้าตาดีขึ้นทุกคน) การเซนเซอร์ภาพอยู่ในระดับกลาง เลือดสาดหรือฉากโป๊ก็ชัดเจนในระดับหนึ่ง อย่างน้อยก็ไม่ถึงขั้นหยะแหยงจนทนดูไม่ได้ (คิดว่างั้นนะ) เอาเป็นว่าถ้าเป็นคอการ์ตูนแนวนี้ยังไงก็ไม่ควรพลาด

Shoujo Shuumatsu Ryokou

อนิเมแนว Slice of Life ที่ปูเรื่องมาได้ไม่ธรรมดา ปกติเราจะคุ้นชินกับอนิเมะแนวนี้ให้บรรยากาศของการใช้ชีวิตประจำวันของตัวละครในธีมสดใส แต่เรื่องนี้จับเอาตัวละครดีไซน์สบายๆไปอยู่ใน “ยุคหลังโลกล่มสลาย” (Post-Apocalype) ซะอย่างนั้น เอาจริงๆคือมันมาคนละแนว มันสวนทางกันอย่างหนัก แต่ “ลายเส้นน่ารักๆ” กับ “บรรยากาศสีเทา” นี่แหละที่ทำให้เรื่องนี้มีเอกลักษณ์และน่าติดตามได้

ถ้าลองสังเกตดูจะเห็นว่าถึงแม้คาแรคเตอร์จะแบ๊วๆใสๆ แต่ทั้งฉาก บรรยากาศ และองค์ประกอบอย่างอื่นทั้งหมดล้วน “สมจริงสมจัง” ทุกอย่างมันแย้งกับความน่ารักของคาแรคเตอร์ไปซะหมด จึงปฎิเสธไม่ได้ว่างานภาพเบื้องหลังของอนิเมะเรื่องนี้นี่ไม่ธรรมดาเลย

จะว่าไปแล้วอนิเมะที่จับ “สาวน้อยน่ารัก” กับ “ธีมชีวิตยุคหลังสงคราม” อะไรแบบนี้มาอยู่ด้วยกันก็ไม่ค่อยจะมีให้เห็นสักเท่าไหร่ สาวน้อยกับไลฟ์สไตล์แบบเทาๆ..ฟังแล้วก็ดูพิลึกดี ส่วนตัวมองว่าเรื่องนี้ก็เป็นตัวเลือกอนิเมะที่น่าสนใจในแง่ของการจับ 2 สิ่งที่แย้งกันมารวมอยู่ในเรื่องเดียว แถมยังเข้ากันได้อย่างน่าประหลาดใจซะด้วยสิ

ปกติเป็นเรื่องยากมากที่ “อนิเมะออกใหม่” ภายใน 1 ซีซั่นจะทำให้ผมต้องรีบกลับไปอ่านมังงะโดยเร็วที่สุด แต่ซีซั่นนี้กลับทำแบบนั้นได้!! Mahoutsukai no Yome, Inuyashiki และ Ousama Game มังงะกระแสดังที่ผมมองข้ามไปหลายปี แต่เมื่อออกอนิเมะพร้อมกันขนาดนี้ ทำให้ผมต้องรีบลองอ่านมังงะ 3 เรื่องนี้แบบตาลีตาเหลือก เรียกว่าแทบจะลัดคิวบางเรื่องที่ยังค้างอยู่ซะด้วยซ้ำ (แต่ Black Clover อ่านรวมเล่มก่อนหน้านี้แล้วประมาณ 2 เดือน) จริงๆก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ผมไม่เคยเป็นมาก่อนล่ะครับ โลกการ์ตูนนี่มีอะไรให้เรียนรู้ได้ตลอดเวลาจริงๆ!!

ป.ล. ตอนต้นผมกล่าวไปว่าซีซั่น Autumn 2017 มี “อนิเมะภาคต่อ” ที่น่าสนใจฉายในซีซั่นนี้ค่อนข้างเยอะ ถ้าจะไม่พูดถึงเลยก็น่าเสียดาย เอาเป็นว่าขอแนะนำแบบสั้นๆก็แล้วกันว่ามีเรื่องไหนน่าสนใจบ้าง

Gintama Porori-hen กินทามะฉบับอนิเมะซีซั่นที่ 9 ที่รวบรวมตอนยิบย่อยต่างๆจากมังงะที่ยังไม่ได้สร้างมาให้ดูกัน เหล่าสาวก “กินโทคิพ่อทุกสถาบัน” ทั้งหลายก็นั่งฮากระจายกันไปก็แล้วกัน เพราะกว่าจะมีภาคหลักให้ดูอีกก็คงต้องรอกันนานพอสมควร

Himouto! Umaru-chan R กลับมาอีกครั้งสำหรับอีหนูตัวแสบ “อุมารุ” ใครชอบการ์ตูนแบบพี่ๆน้องๆ หรือเป็นสายหมีโลลิคอนทั้งหลายก็ไม่น่าพลาดเรื่องนี้ เพราะตลกและสนุกมากจริงๆ

Osamatsu-san 2 ใครติดตามวงการอนิเมะที่ญี่ปุ่นแบบจริงจังหน่อย น่าจะรู้จักการ์ตูนตลกแฝดพี่น้อง 6 คนที่ในญี่ปุ่นโคตรจะดังเรื่องนี้แหละ ตอนนี้มีซีซั่น 2 แล้วนะ คิดว่าความสนุกและความฮิตก็เทียบเท่าการ์ตูนตำนานอย่างโดเรมอน มารุโกะ หรือชินจังนี่แหละ แค่ในบ้านเรายังไม่บูมเท่านั้นเอง

Sangatsu no Lion 2 ถ้าคุณชอบการ์ตูนคอเมดี้วัยรุ่นอย่าง Honey & Clover นี่คือผลงานของผู้เขียนเดียวกัน เป็นการ์ตูนอีกเรื่องที่ผมอยากอ่านมาก (แต่หาเช่าอ่านยากจริงๆ) เพราะส่วนตัวเคยดู Honey & Clover ผ่านๆก็รู้สึกชอบดี และส่วนตัวก็ชอบอ่านมังงะพวกการละเล่นญี่ปุ่น เช่น Hikaru no Go (หมากล้อม) และ Chihayafuru (ไพ่คารุตะ) อยู่แล้วด้วย ใครชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่นก็อยากให้ลองดูเรื่องนี้กัน กระแสที่ญี่ปุ่นก็ค่อนข้างดีมากด้วย ไม่งั้นคงออกอนิเมะซีซั่น 2 ไม่ได้หรอก

Shokugeki no Soma 3 : San no Sara เรื่องนี้คงไม่ต้องสาธยายอะไรมาก เพราะรู้ๆกันอยู่แล้วว่านี่คือการ์ตูนทำอาหาร (จริงๆนะ!!) โดยเรื่องจะเข้าสู่ซีซั่นที่ 3 (มังงะเล่ม 15) เป็นช่วงที่พวก “ยุคิฮิระ โซมะ” และพ้องเพื่อนต้องปกป้อง “นาคิริ เอรินะ” จากเงื้อมมือพ่อแท้ๆอย่าง “นาคิริ อาสึมิ” โดยต้องต่อสู้กับ “10 ยอดเยี่ยมแห่งโทสึคิ” ที่ร่วมกับฝ่ายเซนทรัลของอาสึมิ ใครตามเรื่องนี้อยู่แล้วก็ต้องดูกันต่อไปยาวๆล่ะนะ

ลากมายาวมากแต่คงไม่ว่ากันนะ แต่ก็แบบว่า 3 เดือนเขียนครั้งนึงนี่นา ยังไงก็ไว้พบกันใหม่ปีหน้าและซีซั่นหน้า “Winter 2018” นะจ๊ะ บ๊ายบาย!!

Facebook Comments