[Review]Call Of Duty: WWII – สูงสุดสู่สามัญ ทวงคืนตำแหน่งเจ้าพ่อเกมสงคราม!!

น่าจะเป็นอีกหนึ่งปีทองของเกม FPS เลยก็ว่าได้ตั้งแต่การจำหน่ายของเกมอย่าง Resident Evil 7 และ Outlast 2 เอาใจเกมผีตามมาด้วยเกมยิงเลือดเดือดอย่าง Destiny 2, Wolfenstein 2, PREY และเกม Star Wars Battlefront 2 ก็กำลังจะวางจำหน่ายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่ท่ามกลางกองเกม FPS ที่เยอะแยะเหล่านี้ เราอย่าลืมเกมซีรี่ย์รุ่นป๋า ที่ออกภาคใหม่ล่าสุดออกมาอย่าง Call Of Duty WWII ครับ

ยังจำกันได้ไหม?

ผมเองก็เล่นเกม COD มาตั้งแต่เด็กๆ และก็ถือว่าเป็นเกม FPS แรกๆที่ทำให้ผมหลงไหลไปกับความสนุกของเกม FPS ที่เล่นกันได้ข้ามวันซึ่งแฟนเกมซีรี่ย์ COD คงทราบดีแล้วว่าตัวเกมซีรี่ย์นี้จะออกทุกๆปีโดยผู้พัฒนาจะทำสลับกันแบบปีเว้นปี แต่ในช่วงหลังๆเกม COD ก็ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไรนัก เนื่องจากตั้งแต่ราวๆภาค Black Ops 2 ตัวเกมก็เหมือนจะเน้นไปที่เนื้อเรื่องโลกอนาคตมากเกินไปจนภาคก่อนหน้าอย่าง Infinite Warfare ที่หลุดยาวไปไกลถึงสงครามอวกาศ ยังกับ Star Wars ที่แม้ตัวเกมจะสนุกแต่ตัวเกมก็ได้รับเสียงตอบรับแย่ถึงแย่มาก(ผู้เขียนพึ่งเคยเห็น Trailer เกมโดนถล่มกด Dislike มากที่สุดก็เกม Infinite Warfare นี่ละ) บวกกับช่วงนั้นเกม Battlefield 1 ที่ทำสวนกระแส ย้อนยุคกลับไปไกลถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้วกลับได้เสียงตอบรับดีเหลือเชื่อจนอาจนับได้ว่าเป็นยุคตกต่ำของซีรี่ย์ COD อย่างแท้จริง ผมเองเห็นเกมโปรดในวัยเด็กเป็นเช่นนั้นก็อดที่จะเศร้าใจไม่ได้

เกิดมาไม่เคยเห็นเกมโดนถล่มขนาดนี้…

แต่ Activision ก็ไม่ยอมแพ้ ผลักดันเกม COD ภาคใหม่ออกมาสู้โดยนำคำบ่นของเหล่าเกมเมอร์มาปรับปรุง เข็นภาคใหม่แกะกล่องออกมาโดยย้อนยุคกลับไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 อันเป็นต้นตำรับ และต้นกำเนิดของซีรี่ย์ Call Of Duty โดยหวังเรียกศรัทธาคืนมาอีกครั้ง แล้วก็ไม่ผิดหวังครับ Call Of Duty WWII สามารถทวงคืนศักดิ์ศรีเจ้าพ่อแห่งวงการเกม FPS และเรียกศรัทธาเกมเมอร์คืนกลับมาได้จริงๆ..


เนื้อเรื่อง

ฉากปลอมตัวเข้าไปในฐานทัพนาซี ก็แปลกใหม่ดี

โดยส่วนตัวผู้เขียนแล้ว ไม่มีเกม FPS ไหนที่เนื้อเรื่องเข้มข้น และชวนติดตามไปมากกว่าเกม Call Of Duty แล้วครับ ด้วยความที่ตัวเกมมีแนวทางการเล่าเรื่องเหมือนเรากำลังดูหนังสงคราม ระเบิดตูมตาม ประหนึ่งได้ Michael Bay มากำกับเอง และภาค WWII นี้ก็ไม่ทำให้ผมผิดหวังครับ เนื้อเรื่องทำออกมาได้น่าติดตามมากซึ่งสำหรับผมแล้วพล๊อตเรื่องภาคนี้มีอารมณ์ของหนัง Saving Private Ryan ของ Steven Spielberg ปนๆกับหนัง Inglorious Basterd ของ Quentin Tarantino ที่เป็นหนังสงครามสุด EPIC 2 เรื่องที่ผมชอบมากที่สุด ดูจบไปกี่สิบรอบแล้วก็ไม่รู้(ฮา) และด้วยความที่เนื้อเรื่องภาคนี้ไม่ได้ติดตามแค่กลุ่มตัวเอกกลุ่มเดียว แต่พูดถึงหลายๆกลุ่มที่ต่อสู้ในสงครามจนเนื้อเรื่องมาเชื่อมต่อกัน ทำให้การดำเนินเรื่องดูมีสีสันไม่น่าเบื่อเกินไป จะขาดก็แค่มุมมองฝ่ายทหารเยอรมันที่ผมเองก็หวังลมๆแล้งๆว่าสักวันเราจะได้เห็นเนื้อเรื่องผ่านมุมมองของ “ผู้ร้าย” ในเกมสงครามบ้าง แต่นั่นก็เป็นคนละเรื่องกันครับ


Gameplay(PS4)

ระบบเพื่อนร่วมทีมที่คอยให้ยา กระสุน หรือมาร์คหัวศัตรูให้

เมื่อผมได้ยินว่า COD จะกลับไปสู่สนามสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ่งแรกที่เข้ามาในหัวผมคือเสียงปืน M1 Garand ดังปิ้งๆๆๆ ครับเพราะตั้งแต่ที่ผมเล่นเกมยิงปืนมา ประกอบกับส่วนตัวเป็นแฟนโมเดลปืนยุคเก่าอยู่แล้ว การที่ได้กลับมาจับปืนสมัยสงครามโลก ด้วยความชัดระดับ 4K นั้นเปรียบเหมือนกับเด็กได้ของเล่นครับ บวกกับการบังคับ+การเล็งที่ทำได้ลื่นไหลไม่มีสะดุด เสียงปืนเสียงระเบิดต่างๆทำได้ดี อ่อ!ผมบอกหรือยังครับว่าภาคนี้ตัวละครที่เราบังคับมีบทพูด ไม่เป็นนาย/นางใบ้ฝ่าสมรภูมิแล้วนะครับ!

มุมซ้ายนั่นอะไรบินมาน่ะ!!!

Campaign หรือโหมดเนื้อเรื่องในแต่ละด่านมีความแตกต่างของภารกิจต่างออกไป ไม่ใช่การเดินๆไล่ยิงจนจบด่าน แต่จะมีตั้งแต่การบุกยึดหาด Normandy ในวัน D-Day อันโด่งดัง, ฉาก Sniper ที่เราต้องยิงคุ้มกันเพื่อน, ฉากขับรถถัง Sherman ปะทะกับรถถัง Panzer และ Tiger ในซากปรักหังพัก, ด่านที่เน้นการเล่น Stealth หลบหลีก และ Escort Mission ที่ทำออกมาได้ดีจนผมเองที่เกลียด Escort Mission ยังประทับใจกับความลงตัวของภารกิจในโหมด Campaign นี้ จะมีนิดนึงก็เรื่อง Glitch ติดพื้นตอนลากเพื่อนเข้าที่กำบังที่ทำผมตายอยู่หลายรอบเหมือนกันกับความยากของเกมที่ Normal (Regular ในเกม) อาจจะง่ายไปสักหน่อยสำหรับเกมเมอร์หลายคน ถ้าจะเล่นให้สนุกแนะนำให้ปรับความยากขึ้นอีกตามความชอบครับ

ฉากพาเด็กหนีจากทหารนาซี ทำเอาผมลุ้นแทบแย่
โหมดเลือกหน่วยทหารก็ทำออกมาได้ตั้งใจ

สำหรับโหมดผู้เล่นหลายคน หรือ Multiplayer ก็ทำออกมาได้อย่างตั้งใจโดยเราสามารถสร้างตัวละคร Avatar ของเราได้และเมื่อสร้างเสร็จก็สามารถบังคับตัวละครนั้นเดินไปเดินมาในฐานทัพที่ออกแนว Free-Roam หน่อยๆ หลายคนอาจรู้สึกว่าไม่เป็นจำเป็น แต่สำหรับผมรู้สึกว่าการที่เราสามารถเดินไปเดินมาคุยกับ NPC รับเควสนู่นนี่, ลองปืนใน Training Ground หรือแม้แต่นั่งดูหนังปลุกใจสมัยยุค 40 ระหว่างรอจับ Match (ที่ค่อนข้างไว)ในเกมนี่ดีกว่าการนั่งเฉยๆรอห้องเยอะครับ อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพูดให้ได้คือโหมดการเล่นที่เยอะมาก เยอะจริง เยอะโครตๆมีตั้งแต่โหมดชาวบ้านทั่วไปอย่าง Deathmatch, Team Deathmatch, Demolition(วางระเบิด) จนถึงโหมดที่ต้องอาศัยความสามัคคี(และฝีมือ) ของทีมอย่างโหมด War ที่คล้ายๆกับโหมด Rush ใน Battlefield 1 โดยผู้เล่นจะแบ่งเป็นฝ่ายบุกและฝ่ายป้องกัน ทำตาม Objective ของด่านนั้นๆ และสุดท้ายอย่างโหมดที่อยากยกรางวัลไอเดียบรรเจิดให้เลยคือโหมด Gridiron หรือให้อธิบายง่ายๆคือเราเล่นแฮนด์บอลครับแต่เพิ่มปืนกลและระเบิดมาแทนการแย่งและสกัดบอลจากผู้เล่นแทน…ใครยังงงอยู่ต้องไปลองเล่นครับ! รับรองมันส์สะใจแน่นอน

พลั่วภาคนี้คือยอดอาวุธคู่มือเรา

โหมด Zombie ภาคนี้ก็ยังคงมีเป็นธรรมเนียมเช่นเดิมและทำได้ดีเล่นสนุกไม่มีตกหล่น แต่อาจจะลำบากเรื่องการเก็บเลเวลนิดนึง แต่ก็ไม่ได้ส่งผลถึงการเล่นแต่อย่างใดครับ และหากพูดถึงธรรมเนียมแล้ว ผมจะพลาดไม่ได้ที่จะบอกเกี่ยวกับระบบคู่เกม Call Of Duty ที่เอาใจผมไปเลยอย่าง Coachplay หรือระบบ SplitScreen นั่นเอง!! โดยเราสามารถเล่น Coachplay ได้แทบทุกโหมดตั้งแต่ Multiplayer จนถึงโหมด Zombie โดยเพื่อนที่จะแจมเราต้องการเพียงคอนโทรลเลอร์และ Account อีกอันในเครื่อง PS4 เท่านั้น แล้วก็ไปลุยด้วยกันได้เลยครับ!!


บรรยากาศ

หลังจากโดนบ่นมานาน ก็ใส่
สวัสดิกะซะที

ถ้าเราบอกแค่กราฟฟิกอย่างเดียว คำเดียวที่ผมอยากบอกคือ “สวย” ครับ ผมก็หวังอยู่แล้วจากการเล่นเกม FPS
เกมก่อนๆอย่าง Wolfenstein 2 ที่เกมนั้นภาคสวยสดคมชัดมาก แต่ไม่คิดว่า COD:WWII จะทำเซอร์ไพร์ผมได้ขนาดนี้ ด้วยความที่กราฟฟิกในเกมสวยงามมาก แต่จะสวยคนละเรื่องกับเกมอย่าง Wolfenstein ที่ออกแนวสวยสด COD:WWII จะสวยแบบเรียลๆหน่อย อีกทั้งโมเดลตัวละครก็ทำออกมาได้ดีอากัปอาการ ออกท่าทางพูดจาดูมีอารมณ์ประหนึ่งคนจริงๆ แถมภาคนี้ก็ยังได้มีการแก้ไขกระแสดราม่าเรื่องสัญลักษณ์สวัสดิกะของฝ่ายนาซี ที่เกมเมอร์บ่นกันว่า Activision ปอดแหกไม่กล้าใส่สวัสดิกะในเกมที่เราต้องเห็นสวัสดิกะอยู่ทุกหัวมุม(ดู Wolfenstein เป็นตัวอย่างสิ อล่างฉ่างมากเจ้านั้น) ที่ใส่มากันให้เห็นกันแล้ว แต่ก็ยังมีแอบป๊อดไม่กล้าใส่หมดอยู่ดี ไม่เป็นไรทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น และสำหรับด้าน Presentation แล้วผมพอใจมากครับกับบรรยากาศใน COD:WWII


Conclusion
โดยภาพรวม COD ภาคนี้เมื่อเทียบกับเกม FPS อื่นๆที่ออกมาในปีเดียวกันที่เคยเล่นมา ผมรู้สึกสนุกกับ COD:WWII มากที่สุดและนี่อาจเป็นเกม COD เกมแรกในรอบหลายปีที่ผมเล่นแล้วรู้สึกสนุกกับมันเหมือนกับตอนที่ผมเล่นเกมซีรี่ย์นี้เมื่อตอนเด็กๆ ด้วยตัวเกมอุดมไปด้วยคอนเท้นต์ต่างๆมากมายให้ผู้เล่นได้เล่นและค้นหา กราฟฟิกและเกมเพลย์ที่พัฒนา เนื้อเรื่องที่น่าติดตาม ผมขอยกให้ COD:WWII เป็นหนึ่งในเกม FPS น่าจับตามองของปี 2017 และแก้ตัวให้กับความผิดพลาดของเกม COD ภาคเก่าๆได้อย่างดี

Facebook Comments

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here