ผมบอกก่อนว่าผมเป็นแฟน Nintendo มานานมาก ตั้งแต่เครื่อง Famicom จนถึง Wii และ 3DS ก็มีหมด ขาดตัวเดียวคือ Wii U ที่ตอนนี้รู้สึกว่าโชคดีที่ไม่ได้ซื้อ ผมหลงไหลในปรัชญาของบริษัท Nintendo ที่คอย Innovate สิ่งใหม่ๆ แต่หลายทีที่ผมรู้สึกว่าการ Innovate ของเค้าบางครั้งแค่เพราะมันเป็นสิ่งใหม่เฉยๆ (ตัวอย่าง Wii U เป็นต้น) คราวนี้ Nintendo Switch ไม่รู้สึกอย่างนั้น เพราะผมคิดว่า Nintendo เข้าใจดีว่าต้องแก้ตัวจาก Wii U ที่อาจจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหมายไว้

ผมคิดว่าการรีวิวเครื่องเกมเป็นอะไรที่ยาก เพราะว่าเราเองยังไม่เห็นความสามารถของมันจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเกมที่ยังไม่ออก หรือตัวเกมที่ยังไม่ได้ใช้ประสิทธิภาพของตัว Hardware อย่างแท้จริง แต่กระนั้นเราเองก็ขอรีวิวเครื่องในมุมมองของผม ณ วันนี้ครับ (คือได้เครื่องมาแล้วลองเล่นอยู่ 10 กว่าวัน)

พอเครื่องเสียบ Joycon แล้วดูยาวกว่าที่คิดไว้

เรามาเริ่มจากจุดเด่นของตัว Nintendo Switch ก่อนเลยละกัน การที่สามารถพกพาเครื่องเกมที่มีศักยภาพระดับคอนโซลได้ ถือว่าเป็นความฝันวัยเด็กอันนึงของผมเลย Nintendo Switch สามารถพลิกแพลงการเล่นได้ทั้งหมด 3 แบบด้วยกัน ระหว่างโหมด TV ที่เสียบ Dock แล้วเล่นเหมือนคอนโซลทั่วไป เป็นโหมด Handheld ที่พกพาได้หรือจะแปลงร่างเป็นจอเล็กเล่นบนโต๊ะก็ได้อีก ซึ่งสิ่งนี้เป็นอะไรที่ไม่มีใครเทียบได้ และผมก็เชื่อว่านี่แหล่ะคือเหตุผลหลักที่หลายๆคนตัดสินใจซื้อ Nintendo Switch แต่พอได้ของ

จากกล่อง สิ่งที่เราได้มาก็ค่อนข้างปรกติ ก็จะมี

– คอนโซล Nintendo Switch
– Joycon 2 อัน
– Joycon Grip
– Dock ของ Switch
– สาย HDMI 1 เส้น
– สายชาร์จ 1 ชุด
– ตัวเสริม Joycon พร้อมสายคล้องมือ 2 ตัว

แกะกล่องใหม่แอบเอาพลาสติกวางรอง

การออกแบบของตัวคอนโซลที่พยายามเป็นทุกอย่าง

อย่างแรกที่สังเกตเลยคือการออกแบบของตัว Switch แตกต่างจากเครื่องๆอื่นๆที่ Nintendo ออกมา คือสวย และเนี้ยบ ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นมาได้เพราะความบางของตัวคอนโซลบวกกับขอบมน และ matt finish ของตัวเครื่อง ทำให้รู้สึกว่า Switch เป็นเครื่องที่โตขึ้นมาแล้ว (ซึ่งต่างกับ Wii U)

ข้อผิดหวังอีกข้อนึงของการออกแบบคือ ตัวขาตั้งที่ติดมากับตัวรู้สึกว่าคุณภาพไม่สมกับเครื่อง และนอกจากนั้นมันไม่สามารถปรับระดับได้ ทำให้การเล่นในโหมด Tabletop ทำได้ค่อนข้างยาก (ไม่ก็มุมจอต่ำไปหรือสูงไป) โดยด้านล่างก็เป็นช่อง USB-C ทำให้การชาร์จตัวเครื่องระหว่างโหมด Tabletop เป็นไปไม่ได้หากไม่มี dock เสริมมาช่วย

ขาหลังเปราะบางเหลือเกิน ปรับระดับก็ไม่ได้ ชาร์จในโหมดนี้ก็ไม่ได้

อีกปัจจัยที่เป็นประเด็นก็คือเรื่องแบ็ตเตอร์รี่ ผมลองเล่น Zelda ก็ได้อยู่ประมาณ 3 ชั่วโมง และความที่ใช้ USB-C ทำให้ผมใช้สายชาร์จมือถือได้ด้วย ก็รู้สึกว่าไม่ได้ติดขัดมาก แต่เรื่องนี้ก็แล้วแต่ไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน วิธีแก้ก็คงเป็นการพก power pack สำรองไว้

แต่อยากจะย้ำว่าจุดเด่นที่สุดของ Nintendo Switch คือความสามารถพกพาของตัวมัน การที่เราสามารถเอาคอนโซลไปเล่น ไม่ว่าจะเดินทางไปต่างประเทศหรือต่างจังหวัด ตัวมันออกแบบมาให้เล่นได้ทันที เพราะเหมือน Handheld หรือโทรศัพท์สมัยนี้ เราสามารถเปิดหรือปิดมันได้ทันที (sleep mode)

Joycon การวางปุ่มที่ไม่ Ergonomic สุดๆ

ถอดออกมาเล่นก็โอเคอยู่ แต่เล่นนานๆแอบเมื่อย

ผมเข้าใจว่าทีมงานตัดสินใจวางตำแหน่งปุ่มแบบนี้ ก็เพื่อที่จะสามารถพลิกแพลงระหว่างการเล่นแบบ Handheld Mode กับการแตก joycon ออกมาเป็น 2 คอนโทรลเลอร์ได้ ผมได้ลองเล่นทั้ง 2 แบบแล้วและก็รู้สึกขัดๆในทั้ง 2 แบบ ความรู้สึกแรกของการจับตัว Joycon ก็คือไม่ค่อยชินเท่าไหร่ โดยเฉพาะเวลาที่เสียบอยู่กับตัว Switch หลายครั้งที่ผมเผลอไปขยับตัวปุ่มทิศทางบนมือขวาทั้งที่อยากจะกดปุ่มเป็นต้น ผมรู้สึกว่า Nintendo พยายามจะเป็นทุกอย่างจึงต้อง compromise หลายๆอย่าง

ผมได้ลองเล่น The Legend of Zelda โดยถอด Joycon ออกมา พบว่าการจับสบายขึ้นหรือการเล่นโดยใช้ Joycon Grip ช่วยให้ปัญหานี้ลดลง แต่ถ้าจะเอาที่ดีที่สุดคงต้องลงทุนซื้อ Pro Controller มาเพิ่ม อาจเป้นเพราะความเคยชินของการเล่นด้วยจอย Dualshock ก็เป็นได้

ปุ่ม analog อยู่ข้างล่างมันกดยากนะ

ราคาที่เหมือนจะถูก

Nintendo เปิดตัว Switch ที่ราคาประมาณ 9,200 บาท ซึ่งค่อนข้างถูกแต่ถ้าคำนึงถึง accessories ต่างๆที่ต้องซื้อแล้ว เทียบกับของคอนโซลอื่น รู้สึกว่าของเครื่อง Switch ค่อนข้างแพง ยกตัวอย่างราคา Pro Controller เทียบกับ PS4 Dualshock แพงกว่า 40 เหรียญ ($90 vs $50) หรือจะเป็น Joy Grip ที่สามารถชาร์จได้ก็ต้องซื้อเพิ่ม เพราะ Joy Grip ที่ได้มาพร้อมกับเครื่องไม่สามารถชาร์จได้

แต่สำหรับประเทศไทยเรา ตอนนี้ราคาอยู่ที่ 17,490 บาท (สีนีออน 17,990 บาท) โดยเป็น bundle พร้อมเกม The Legend of Zelda บวกอีกเกมนึง (1 2 Switch หรือเกมอื่นๆ) ส่วนตัวรู้สึกว่าถูกยัดเยียดนิดนึงเพราะไม่ได้อยากจะได้ตัว Amiibo หรือแม้กระทั่งเกมที่มีอยู่ตอนนี้ นอกจากนี้  ข้อแนะนำตอนนี้คือรอดูไปก่อนราคาอาจจะลด

เกมเปิดตัวดูดีแต่อนาคตยังดูไม่ดี

เกม The Legend of Zelda ภาคนี้ถือว่าเป็นเกมเปิดคอนโซลที่เจ๋งที่สุดในประวัติศาสตร์ของการเปิดตัวคอนโซล ซึ่งเป็นเรื่องดี (ดูตัวอย่างที่ PS4 ทั้งเกมเปิดและ OS กากมากตอนแรก) แต่เกมอื่นๆ ที่สามารถซื้อได้ตอนนี้ไม่น่าสนใจเลย ไม่ว่าจะเป็น “Super Bomberman R” หรือ “1 2 Switch” ก็ตาม (อีกเกมนึงที่สนุกคือ Snipperclips ที่เป็นเกมแนว puzzle โดยเรามีความสามารถตัดตัวเพื่อนให้เหมาะกับการแก้ปัญหานั้นๆ) และอีกอย่างที่ทุกคนควรคิดก่อนที่จะซื้อคอนโซลคือเกมอื่นๆ ที่ยังไม่ออกด้วย

ไม่แก่ซะทีเนอะคุณลุง

แน่นอนที่เกม “หากิน” ของค่าย Nintendo คงมาครบ (Mario Kart, Mario Odyssey, Splatoon) แต่เกม 3rd Party หรือเกมจากค่ายอื่นๆยังคงน้อยอยู่มาก เกมที่แฟนๆรอการประกาศอย่างเช่น Monster Hunter ก็ยังไม่เห็นวี่แววเลย เอาจริงๆ Lineup โดยรวมของเกมบน Nintendo Switch ในปี 2017 ยังดูไม่ดีนัก (ส่วนตัวผมรอข่าวของ Project Octopath Traveller ของ Square Enix อยู่)

Project Octopath Traveller จากค่าย Square Enix

สรุป คงดีแหล่ะ แต่รอก่อนมั้ย?

Nintendo Switch เป็นเครื่องคอนโซลที่ทำให้เส้นแบ่งแยกระหว่างคอนโซลกับ Handheld เบลอ เป็นการวางตัวที่น่าตื่นเต้นมาก แต่ทำให้ Nintendo เองต้อง compromise หลายๆอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ Joycon ที่ไม่ ergonomic สุดๆ หรือการตัวเครื่องที่ไม่สามารถตอบรับความต้องการทุกๆด้านได้ (อย่างเช่นการที่ชาร์จระหว่างใช้โหมด Tabletop) ผมรู้สึกว่า Nintendo รีบเปิดตัว Switch มาโดยฟังชั่นหลายๆอย่างที่ควรจะมีก็ไม่มี (Video Streaming, Web Browser) ผมอยากจะชอบเครื่องนี้มากแต่ก็ไม่สามารถแนะนำคนอื่นให้ซื้อได้ตอนนี้ เพราะรู้สึกว่าซื้อมาเพื่อเล่นเกมเดียว

ปัญหาเพิ่มเติม

อันนี้รู้สึกว่าหลายๆคนก็มีปัญหาเดียงกับผมในเรื่องของการต่อ Wifi (และ disconnect บ่อย) เพราะผมเห็นว่าสัญญาณ Wifi มันอ่อนมากทั้งๆที่อยู่ไม่ห่างจากตัว access point เลย ซึ่งก็คงมาจากสัญญาณที่รบกวน (คอนโดผมมีสัญญาณ wifi กว่า 20 ตัว) แต่เครื่อง laptop หรือ โทรศัพท์กลับไม่เจอปัญหานี้

วันแรกที่ผมได้เครื่องมา เผลอใส่ตัวเสริมของ Joycon ผิดด้าน แล้วมันติดแน่นมาก ทำให้รู้สึกว่าการออกแบบมามันขาดความเป็น Nintendo นิดนึง

ส่วนเรื่องความจุเพียงแค่ 32 GB จะมีปัญหาแน่ๆในอนาคต MicroSD ก็แพงมากแค่ 128 GB (2,7xx บาท!!) หวังว่ารุ่น 2 จะมีความความจำมามากกว่านี้ครับ

Facebook Comments