[Review] The Inpatient : จุดเริ่มต้นตำนานหลอน Until Dawn ฉบับเกม VR

ใครที่ชื่นชอบเกมแนว Survivor Horror คงจะรู้จักเกมหลอนๆจากค่าย Supermassive Games อย่าง “Until Dawn” กันดี (โดยเฉพาะแซมในผ้าขนหนู 555) กลับมาคราวนี้เราจะได้รู้ต้นกำเนิดของตำนานความหลอนนี้ที่ย้อนกลับไปไกลถึง 60 ปีก่อนโน่นเลย โดยเกมภาคนี้จะเปลี่ยนรูปแบบเกมเป็นระบบ VR ในมุมมอง First-Person

** หมายเหตุ รีวิวนี้ใช้คอนโทรเลอร์ DualShock 4 ในการเล่นเกม (สามารถใช้ PlayStation Move เล่นได้) 

เนื้อเรื่อง (7/10)

ใน Until Dawn จะมีพูดถึงโรงพยาบาลจิตเวชบนภูเขาหิมะที่มีการทดลองเรื่อง Wendigo ในมนุษย์อยู่ด้วย และนี่คือต้นกำเนิดของซีรี่ส์นี้โดย “The Inpatient” จะย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีที่แล้ว (1952) ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ณ โรงพยาบาลจิตเวช Blackwood Sanatorium แห่งนี้ โดยเราจะสวมบทบาทเป็นผู้ป่วยความจำเสื่อมที่รักษาตัวในโรงพยาบาลแห่งนี้ (เลือกเพศได้ แต่ตัวละครบางตัวจะเปลี่ยนเพศด้วย) และเข้าไปพัวพันกับความน่ากลัวที่ดูเหมือนจะมีเบื้องหลังอะไรอยู่…

ตอนแรกก็หวั่นๆเหมือนกันว่าเกมจะน่ากลัวแค่ไหน (กลัวจะเจอผีรอบทิศ 360 องศา) แต่จริงๆแล้วส่วนนี้ The Inpatient ทำได้ไม่สุดนะ ใครจิตแข็งหน่อยอาจจะไม่สะเทือนเลยก็ได้ (มั้ง) เนื้อเรื่องก็ดูไม่ซิกแซกซับซ้อนอะไรนัก แถมเกมในภาพรวมดูหลอนแค่ช่วงครึ่งแรกเท่านั้น แต่พอเริ่มเข้าประเด็น Wendigo แล้ว ความน่ากลัวก็แทบจะหายไปทันที

จะหลอนมากถ้าเป็นแบบนี้ได้ทั้งเกม…

เกมเพลย์ (6/10)

เกมนี้ยังคงเกมเพลย์ในคอนเซปท์ “Butterfly Effect” เหมือน Until Dawn คือการตอบคำถาม ของเราจะมีผลต่อการดำเนินเรื่องในอนาคตเป็นทอดๆไป โดยเกมเพลย์คร่าวๆคือเกมจะเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ (ไม่มีแบ่ง Episode) เราจะรับบทผู้ป่วยความจำเสื่อม (ไม่มีการสลับตัวละครเล่นแบบ Until Dawn) และต้องตอบคำถามและประเมินสถานการณ์ไปเรื่อยๆ ซึ่งเราอยู่ในฝันบ้าง อยู่ในโลกจริงบ้าง หรือย้อนอดีตบ้างแล้วแต่เกมจะพาไป

การตอบคำถามก็ยังมีอยู่เช่นเดิม แต่จะตอบด้วยความรู้สึกแบบไหนอันนี้สำคัญทีเดียว

เมื่อเทียบระหว่าง “The Inpatient” กับ “Until Dawn” แล้ว เกมนี้จะมีการกระทำให้เราทำอยู่น้อยอย่างมากๆ หลักๆก็คือ 1.ตอบคำถาม 2.เดินส่องไฟฉาย 3.เปิดประตู และ 4.หยิบจับไอเทมเพื่อย้อนความทรงจำ ซึ่งเราก็ทำได้เท่านี้จริงๆนะ ต่างกับ Until Dawn ที่ยังมีอะไรอย่างอื่นให้ทำมากกว่านี้ และนั่นหมายความว่า “Quick Time Event” ที่เคยมีก็แทบจะหายไปเกือบ 100% ด้วย ดังนั้นการกระทำต่างๆที่จะเกิดขึ้นภายในเกมแบบ Until Dawn ก็แทบจะไม่มี ทำให้เกมเพลย์ของ The Inpatient ขาดมิติและอรรถรสไปมากจริงๆ

แต่ว่า The Inpatient ยังมีจุดที่น่าสนใจคือVoice Recognition” หรือการใช้เสียงพูดแทนการกดปุ่ม (ในการตอบคำถาม) ซึ่งก็ใช้งานได้ดีด้วยนะ แต่ลึกๆแล้วอาจจะไม่จำเป็นนัก เพราะยังไงก็ต้องตอบตามตัวเลือกที่ขึ้นมาบนจออยู่ดี 

เกมนี้จะสนุกขึ้นอีกมาก ถ้ายังคงระบบ Quick Time Event แบบนี้ไว้ด้วย

ด้านการการควบคุมถือว่าใช้คอนโทรเลอร์ ได้ไม่คุ้มค่าเอาซะเลย (เมื่อเทียบกับ Until Dawn) แต่ก็ยังมีลูกเล่นอื่นๆอยู่บ้าง เช่น การขยับจอยเพื่อส่องไฟฉาย และเคลื่อนจอยไปข้างหน้าเพื่อเปิดประตู ส่วน “การบังคับทิศทาง” ยังมีปัญหาอยู่มาก เช่น เดินไปด้านข้างและมุมเฉียงลำบาก เดินติดมุมอับก็ถอยหลังไม่ได้ และการขยับข้อมือต่างๆที่ผิดเพี้ยนสูง โดยเฉพาะการจับสิ่งของที่ลำบากและยุ่งยากมาก เช่น การหยิบไอเทมเพื่อดูความทรงจำที่ใช้เวลาหาเหลี่ยมมุมอยู่นาน และการหักข้อมือถึง 90 องศาเพื่อส่องไฟฉายให้ตรงตำแหน่ง เป็นต้น

** Trophy กลายเป็น “เป้าหมาย” ให้ผู้เล่นอยู่กับเกมนี้ได้นานขึ้น **

ตัวเกม The Inpatient ถือว่าสั้นมากๆ คร่าวๆอยู่ที่ 2 ชั่วโมง ก็น่าจะจบได้ (หรือภายใน 3-4 ชั่วโมง ถ้าเล่น VR แล้วอาการหนักกว่าคนทั่วไป) ถึงอย่างนั้นเกมก็สั้นไปอยู่ดีนะ…

จะปลดล็อกทุกอย่างภายใน 1 รอบ คิดว่าไม่ใช่เรื่องง่ายๆแน่นอน

จากการเล่นจบรอบแรก ผมสังเกตว่าช่วง 1-2 ชั่วโมงแรกตัวเองปลดล็อก Trophy ไปเยอะมาก (16%) แต่หลังจากนั้นกลายเป็นว่าผมปลด Trophy ไปได้แค่อันเดียวเท่านั้น (19% นี้ได้มาตอนจบเกมแล้ว จบแบบศพไม่สวยอีกต่างหาก 555+) แสดงว่าเกมนี้ยังซ่อนอะไรไว้อีกพอสมควร เพราะมีหลายอย่างที่โผล่มาแล้วก็หายไป ไม่รู้ว่ามีปีมีขลุ่ยอะไรหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นพวกล่า Trophy อยู่แล้วก็แนะนำให้เล่นซ้ำ เวลาตอบคำถามก็ลองเปลี่ยนแนวคำตอบบ่อยๆ เชื่อว่าคุณอาจจะได้เห็นอะไรเพิ่มจากรอบแรกแน่นอน

จบแบบตายหมู่จะได้ Trophy อันนี้เป็นรางวัล!!

กราฟฟิกและบรรยากาศในเกม (8/10)

นี่คือจุดดีของ The Inpatient เลยครับ กราฟฟิกของตัวละคร แสง สี เสียง รวมไปถึงการเคลื่อนไหวต่างๆทำได้ดี อารมณ์และบรรยากาศชวนขนหัวลุกใช้ได้ แม้โดยรวมเกมจะยังไม่น่ากลัวแบบสุดขีดอะไร มีสะดุ้งและตุ้งแช่บ้างพอเป็นพิธี แต่ก็ยังไม่สุดครับ ที่ผ่านจริงๆคือเรื่องกราฟฟิกในเกมซะมากกว่า

กราฟฟิกและโมชั่นตัวละครก็โอเคเลย
กราฟฟิกและบรรยากาศถือว่าเนียนดีครับ

สรุป (7/10)

เกมเพลย์และแอคชั่นต่างๆที่คุณคาดหวังมาจาก Until Dawn ได้หายไปในเกมนี้ มุมกล้องและการควบคุมยังมีปัญหาอยู่มาก แต่กราฟฟิก ฉาก และบรรยากาศทำได้ดี ตัวเกมสั้นมาก สามารถเล่นจบภายใน 2 ชั่วโมงได้ ส่วนเนื้อเรื่องยังไม่ซับซ้อนเท่าที่ควร ที่สำคัญคือ “ความน่ากลัว” ของเกมหายไปเมื่อเริ่มเข้าประเด็นสำคัญ แต่ก็ควรจะเล่นเกิน 1 รอบเพื่อปลดล็อกเนื้อเรื่องและความลับอื่นๆ

สรุปทิ้งท้ายไว้ว่าถ้าเกมเพลย์และเนื้อเรื่องของ The Inpatient ทำได้ถึงขั้น Until Dawn เกมนี้จะถือว่าน่าเล่นมากๆครับ เพราะกราฟฟิกและบรรยากาศเกมภายใต้ระบบ VR นั้นสอบผ่านแล้ว 

Facebook Comments