เกมนี้อาจจะบอกว่าสร้างมาเพื่อแฟนๆของไฟนอลเลยก็ได้เพราะว่า Square Enix ได้รวมตัวละครและเนื้อเรื่องของ Final Fantasy แทบทุกภาคอยู่ในเกมๆนี้ แต่คราวนี้มาในแนวน่ารักหัวโต หรือที่เรียกกันว่า Chibi (หรือบางคนเรียก SD ที่ย่อมาจาก “Super Deformed”) ก็อย่าเพิ่งผิดหวังกันว่าตัวละครน่ารักแบบนี้จะเป็นเกมของเด็กๆนะครับ เพราะว่าระบบการต่อสู้ที่ค่อนข้างซับซ้อน ทำให้แฟนๆฮาร์ดคอก็สามารถสนุกได้เหมือนกัน

เนื้อเรื่อง (6/10)

เกมนี้เริ่มต้นกันที่พี่น้อง Reynn กับ Lann ซี่งเป็นตัวเอกนำเรื่องกระโดดข้ามไปในโลกที่เต็มไปด้วยตัวละครหัวโต โดยมี Tama สุนัขจิ้งจอกพูดได้ เป็นไกด์นำทางเพื่อไปช่วยโลกนี้จากเงื้อมมือของ “Jiants” เราเดินทางไปยังเมืองต่างๆเพื่อไปช่วยชาวบ้านหลุดจากเงื้อมมือของตัวร้ายเหล่านี้ ระหว่างทางเราก็จะเจอตัวละครที่แฟนๆไฟนอลคุ้นเคยกัน ไม่ว่าจะเป็น Yuna จาก FFX หือ Cloud จาก FFVII

maxresdefault-5

การที่จะสนุกกับเนื้อเรื่องได้เต็มที่นั้น มีความจำเป็นจะต้องเป็นแฟนเกมไฟนอลจริงๆ เพราะคนเขียนบทโยนมุขที่เกี่ยวกับไฟนอลภาคเก่าๆเข้าไปเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ cactuar แกล้ง Reynn ที่สถานีรถไฟ เพราะถ้าไม่ใช่แฟนเกมก็จะไม่รู้ว่า Cactuar เป็นมอนสเตอร์ที่จับยากมาก หรือ ตอนที่เจอ Edgar ในปราสาท Figaro ที่ฝังตัวได้  ก็เป็นการอ้างอิงถึงไฟนอลภาค 6 ตัวละครเก่าๆก็โผล่มาเต็มตั้งแต่ Cloud (FFVII) จนถึง Lightning (FFXIII) เลยทีเดียว

มีความจำเป็นจะต้องเป็นแฟนเกมไฟนอลจริงๆ เพราะคนเขียนบทโยนมุขที่เกี่ยวกับไฟนอลภาคเก่าๆเข้าไปเต็มๆ

world-of-final-fantasy-screenshot-5

เพลง Soundtrack (8/10)

“ผมรู้สึกว่าเพลง Soundtrack ที่เป็นผลงานของ Hamauzu Masashi เป็นหนึ่งในจุดเด่นของเกมนี้เลย”

ผมรู้สึกว่าเพลง Soundtrack ที่เป็นผลงานของ Hamauzu Masashi เป็นหนึ่งในจุดเด่นของเกมนี้เลยที่เอาพื้นฐานจากเพลงภาคก่อนๆมาทำให้ดีขึ้นไปอีก เรียกความหลังได้เยอะอยู่ บวกกับเพลงเปิดของเกมนี้ที่เอาใจแฟนๆที่ชอบดูอนิเมะอยู่แล้ว (วีดีโอด้านล่าง) แต่ติดกับการดำเนินเรื่องที่ทุกๆ chapter จะมีการ์ตูนแนวอนิเมะมาคั่น กับคุณภาพที่ค่อนข้างหยาบเลยทำให้รู้สึกไม่อินกับเนื้อเรื่องเท่าไหร่

นอกจากนั้นแล้วการดำเนินเรื่องของเกมก็จะมีบทสนทนาของ พี่น้อง Reynn และ Lann กับ Tama และ cutscenes เป็นตัวดำเนินเรื่องปรกติทั่วๆไป ส่วนตัวแล้วผมรู้สึกว่า การดำเนินเรื่องที่ค่อนข้างเร็ว เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เรามีแรงจูงใจที่จะเล่นต่อไป (ส่วนนึงก็อยากเห็นว่าตัวละครไหนจะโผล่มาอีก) เพราะเนื้อเรื่องของเกมนี้ออกจะเด็กไปนิดนึง ไม่ว่าจะเป็นเสียงภาคที่ออกไปทางน่ารำคาญของ Tama หรือบทสนทนาที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า Lann ไม่ค่อยฉลาด … ทำให้มันรู้สึกว่าซ้ำซากจนเกินไป

“เสียงภาคที่ออกไปทางน่ารำคาญของ Tama หรือบทสนทนาที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า Lann ไม่ค่อยฉลาด … ทำให้มันรู้สึกว่าซ้ำซากจนเกินไป”

ในเชิงของ Content แล้วตามสไตล์ของเกมไฟนอล เกมนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยของที่หายากต่าง มอนสเตอร์ที่มีเป็นร้อยที่สามารถจับได้ ถ้าจะเล่นให้ครบก็คงมีเป็น 100 ชั่วโมง

WORLD OF FINAL FANTASY_20170111164929
Stacking ส่งผลถึง Attribute ด้วย ต้องระวังว่าจะเจอกับศัตรูธาตุอะไร

ระบบการต่อสู้ (9/10)

“ระบบการต่อสู้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดของเกมนี้เลย ทางผู้สร้างเกมได้นำส่วนดีๆของระบบการสู้ในไฟนอลเก่าๆมาปรับแต่ง…”

ระบบการต่อสู้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดของเกมนี้เลย ทางผู้สร้างเกมได้นำส่วนดีๆของระบบการสู้ในไฟนอลเก่าๆมาปรับแต่งให้กับระบบการต่อสู้ใน World of Final Fantasy โดยยึดกับระบบ Active Battle System ที่แฟนๆคุ้นเคยกัน และผู้เล่นสามารถเปลี่ยนเป็นแบบ Classic ได้ด้วย (เวลาหยุดเมื่อถึงตาของตัวละครเรา)

world-of-final-fantasy-new-gameplay-boss-battle-ps4-ps-vita-mp4_snapshot_05-45_2016-09-26_11-50-11
ช่วงแรกๆของเกมยังเจอมอนสเตอร์ขนาด (S) เท่านั้น

สิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือระบบ Stacking โดยเราต้องจับมอนสเตอร์ต่างๆ และแต่ละตัวจะมีวิธีจับไม่เหมือนกัน อย่างเช่น ต้องทำให้หลับก่อน หรือทำให้ HP ตกลงมาเป็นสีแดงถึงจะจับได้ และพอจับได้แล้ว เราก็สามารถนำมอนสเตอร์มาใช้ได้โดยสร้าง Stack โดย Stack นึงมีได้ 3 ตัวรวมตัวละคร Reynn หรือ Lann เข้าไปด้วย แปลว่าสิ่งที่ตามมาคือความซับซ้อนว่าจะเลือกมอนสเตอร์ตัวไหนเข้ามาอยู่ใน Stack ของเราดี อย่างเช่นถ้าเราเลือก Bomb และ Fire Hound ที่มีความสามารถในใช้เวท Fire พอ Stack กันแล้ว เราจะสามารถใช้ Fira ได้ (Fire>Fira>Firaga) และยังมีความต้านทานไฟอีกด้วย (แต่จะอ่อนแอกับธาตุน้ำ)

battle_03_fix001
ระบบ Stack แบบ Reynn และ Lann เป็นตัวใหญ่

ระบบการอัฟเลเวลของเกมก็จะยึดระบบ Mirage Board เหมือนของ Final Fantasy X แต่แทนที่จะใช้แต้มในการเปิด node ของตัวละครหลัก ใน World of Final Fantasy ให้เราเพิ่มสกิลของมอนสเตอร์แทน เวลาได้มอนสเตอร์ใหม่อาจจะเสียเวลาในการอัฟเลเวลมันนิดนึงกว่าจะใช้ได้ (มอนสเตอร์ที่จับมาได้เริ่มที่เลเวล 1 หมด)

WORLD OF FINAL FANTASY_20170111164759
Mirage system ของเกม World of Final Fantasy ใช้ Skill Point เพื่อปลด Skills/Abilities

นอกจากนี้แล้วยังมีมอนสเตอร์ไซส์ XL ที่ต้องใช้ MP เพื่อ Summon ออกมาและจำกัดเวลาในการใช้เมื่อ MP หมด และอีกอย่างเราสามารถเรียกตัวละครจากภาคเก่ามาช่วยเราได้ในรูปแบบท่าไม้ตาย อย่างเช่นเรียก Lightning (วีดีโอด้านล่าง) และตามสไตล์ของ

large
Iron Knight เป็นหนึ่งในมอนสเตอร์ขนาด XL ที่เราสามารถจับได้

กราฟฟิค (8/10)

WORLD OF FINAL FANTASY_20161030161407
WORLD OF FINAL FANTASY_20161030161407

กราฟฟิคของเกมนี้อาจจะไม่ได้ใช้ประสิทธิภาพเต็มที่ของ PS4 แต่ก็เพราะเกมนี้เป็นเกมที่เล่นได้ทั้งบน PS4 และ PS Vita และคนที่มีทั้ง 2 ระบบก็สามารถเปลี่ยนไปเล่นบนอีก platform ได้ด้วยระบบ Cross-Save ครับ กราฟฟิคบน PS4 จะคมและลื่นกว่าแต่ตามความรู้สึกแล้ว ทั้ง 2 ระบบค่อนข้างใกล้เคียงกัน ซึ่งแนวทางของการออกแบบตัวละครที่แปลงทุกอย่างเป็นแนวหัวโตได้น่ารักมาก และมุมกล้อง Tilt-Shift ก็ทำให้เกมโดยรวมน่ารักขึ้นไปอีก อาจจะลำเอียงนิดนึงเพราะเกมนี้มันไปสะกิดต่อม “คิกขุอาโนเนะ” ของผม แต่ผมก็หวังว่ามีคนที่ร่วมอุดมการณ์นี้

“อาจจะลำเอียงนิดนึงเพราะเกมนี้มันไปสะกิดต่อม “คิกขุอาโนเนะ” ของผม แต่ผมก็หวังว่ามีคนที่ร่วมอุดมการณ์นี้..”

สรุป (7.5/10)

เกมนี้เป็นเกมที่มีหลายๆอย่างที่เกมไฟนอลควรจะมี และทำหลายๆอย่างถูก ไม่ว่าจะเป็นระบบการต่อสู้ที่ลึกซึ้งและมีความพลิกแพลงสูง เพลง Sountrack ที่นำเสนอความเป็นไฟนอลในรูปแบบที่ทันสมัย บวกกับ ตัวละครที่น่ารักจนอยากซื้อตุ๊กตามาสะสมไว้ สิ่งเดียวที่ทำให้เกมรู้สึกไม่สนุกคือตัวเนื้อเรื่องที่นำเสนอในแบบที่ค่อนข้างเด็ก แม้ว่าเนื้อหาสร้างมาสำหรับคนที่คุ้นเคยกับซีรี่ส์ไฟนอลอยู่แล้ว (ซึ่งเอาจริงๆ ก็อายุ 20-30 กันแล้ว) เหมือนคนเขียนบทตัดสินใจไม่ถูกว่าเกมนี้จะเจาะกลุ่มผู้บริโภคใหม่หรือทำให้กับกลุ่มแฟนๆซีรี่ส์ดี กับราคา 1,890 บาท ผมรู้สึกว่าค่อนข้างแพง และถ้าอยากได้บน PS Vita ด้วย ก็ต้องเสียเงิน 2 รอบ (ซึ่งควรจะเป็น Cross-Buy มากกว่า) จึงให้คะแนนได้เพียงเท่านี้ รอลดราคาดีกว่า

Facebook Comments

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here